
สรุป เทรนด์ Influencer เลือกใช้อินฟลู ที่ทำให้ “คนเชื่อมั่น” ในแบรนด์ สำคัญไม่แพ้คนดัง
29 ม.ค. 2026
ล่าสุด Content Shifu ได้จัดงาน Digital Marketing Trends 2026 ซึ่งภายในงานก็มีเซสชันหนึ่งที่น่าสนใจชื่อว่า Influencer Marketing Trends ที่บอกเล่าอินไซต์เกี่ยวกับเทรนด์ของอินฟลูเอนเซอร์
โดยเซสชันนี้บรรยายโดยคุณขจร เจียรนัยพานิชย์ เจ้าของเพจ RAiNMaker และคุณสิตานัน ชัยกิตติกรณ์ จาก Tellscore
แล้วมีอินไซต์อะไรน่าสนใจบ้าง ?
MarketThink สรุปมาให้แล้วทั้งหมด 7 ข้อ
MarketThink สรุปมาให้แล้วทั้งหมด 7 ข้อ
1. ปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นปีที่แบรนด์ปรับวิธีคิด จากเน้นกระแส มาเน้นผลลัพธ์มากขึ้น ตามแนวคิด “3C”
C ที่ 1 คือ Conversion วัดผลลัพธ์ได้
- งบ Influencer Marketing ยังโต แต่ถูกคาดหวังให้สามารถปิดการขายได้จริงมากขึ้น
- การวัดผลขยับจาก Reach ที่เน้นการเข้าถึง เป็น Conversion หรือ ROI ที่สร้างยอดขายได้คุ้มค่ากับงบการตลาดที่จ่ายให้กับอินฟลูเอนเซอร์
- อินฟลูเอนเซอร์ถูกวัดผลแบบ Performance Media หรือการทำคอนเทนต์ที่วัดผลได้ และจ่ายเมื่อมีผลลัพธ์เกิดขึ้น
C ที่ 2 คือ Character เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ “ใช่”
- เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่คนเชื่อ มากกว่าคนดัง
- Personal Brand & Signature Content คือหัวใจของความยั่งยืน
- อินฟลูเอนเซอร์, ครีเอเตอร์ และนักขาย กลายเป็นบทบาทเดียวกันมากขึ้น
- ครีเอเตอร์ที่ใช้ AI เป็น จะได้เปรียบมากในยุคนี้
- Personal Brand & Signature Content คือหัวใจของความยั่งยืน
- อินฟลูเอนเซอร์, ครีเอเตอร์ และนักขาย กลายเป็นบทบาทเดียวกันมากขึ้น
- ครีเอเตอร์ที่ใช้ AI เป็น จะได้เปรียบมากในยุคนี้
C ที่ 3 คือ Common Sense ตัดสินใจให้ทัน
ในปัจจุบันเป็นยุคที่เราสามารถเข้าถึง Data ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลอินไซต์หลังบ้าน พฤติกรรมลูกค้า เทรนด์ต่าง ๆ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า Data ธรรมดา ๆ คือ “Sense” ของคน ที่ต้องทำหน้าที่ตัดสินใจ ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออก และมองหาสิ่งที่ใช่ให้ออก
เพราะฉะนั้น การทำ Influencer Marketing เราไม่สามารถตัดสินใจเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ หรือทำการตลาดโดยอาศัยแต่ Data ได้
แต่ยังต้องใช้ Human Sense มาช่วยตัดสินใจ เช่น อินฟลูเอนเซอร์บางคนมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่อาจจะไม่มีเคมีที่ตรงกับแบรนด์ ก็ควรต้องตัดสินใจเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์คนอื่น ๆ ที่มีเคมีเข้ากับแบรนด์มากกว่า
_________________
2. จำนวนผู้ใช้งาน (Users) โซเชียลมีเดียของแต่ละแพลตฟอร์ม อัปเดตปี 2026
- อันดับที่ 1 Facebook มีผู้ใช้งาน 58 ล้านคน
- อันดับที่ 2 LINE มีผู้ใช้งาน 54.3 ล้านคน
- อันดับที่ 3 TikTok มีผู้ใช้งาน 53.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9 ล้านคน หรือเติบโตขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
- อันดับที่ 4 YouTube มีผู้ใช้งาน 44.2 ล้านคน
- อันดับที่ 5 Instagram มีผู้ใช้งาน 18.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.5 ล้านคน หรือเติบโตขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
- อันดับที่ 6 X (Twitter) มีผู้ใช้งาน 14.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9 ล้านคน หรือเติบโตขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
_________________
3. TikTok คือ แอปพลิเคชันที่คนไทยดาวน์โหลดมากที่สุด
ส่วนอันดับที่ 2 คือ CapCut แอปพลิเคชันช่วยตัดต่อวิดีโอ ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกับแอปพลิเคชัน TikTok
จากอินไซต์นี้วิเคราะห์ได้ว่า คนไทยให้ความสนใจกับการดูและทำคอนเทนต์ประเภทคลิปสั้นอย่างมาก
ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า คนส่วนใหญ่หันมาใช้เวลากับคอนเทนต์ประเภทคลิปสั้นมากขึ้น และตรงกับข้อมูลจำนวนผู้ใช้งาน TikTok ที่กระโดดเพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 และใกล้เบียดอันดับที่ 2 อย่าง LINE มากแล้วด้วย
ส่วนแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดในอันดับอื่น ๆ ได้แก่
- อันดับที่ 3 Facebook
- อันดับที่ 4 Shopee
- อันดับที่ 5 ThaID
- อันดับที่ 4 Shopee
- อันดับที่ 5 ThaID
_________________
4. Top 10 หมวดหมู่ยอดนิยมของอินฟลูเอนเซอร์
- อันดับที่ 1 ไลฟ์สไตล์ 19%
- อันดับที่ 2 แฟชั่นและความงาม 17%
- อันดับที่ 3 ท่องเที่ยว 8%
- อันดับที่ 4 เอนเทอร์เทนเมนต์ 8%
- อันดับที่ 5 เกม 7%
- อันดับที่ 6 อาหาร เครื่องดื่ม และคาเฟ 7%
- อันดับที่ 7 ข่าว 4%
- อันดับที่ 8 การเลี้ยงลูก และเด็ก 3%
- อันดับที่ 9 ศิลปะ 2%
- อันดับที่ 10 สัตว์เลี้ยง 2%
- อันดับที่ 2 แฟชั่นและความงาม 17%
- อันดับที่ 3 ท่องเที่ยว 8%
- อันดับที่ 4 เอนเทอร์เทนเมนต์ 8%
- อันดับที่ 5 เกม 7%
- อันดับที่ 6 อาหาร เครื่องดื่ม และคาเฟ 7%
- อันดับที่ 7 ข่าว 4%
- อันดับที่ 8 การเลี้ยงลูก และเด็ก 3%
- อันดับที่ 9 ศิลปะ 2%
- อันดับที่ 10 สัตว์เลี้ยง 2%
และ 3 หมวดหมู่ที่ยังเติบโตได้อีก คือ ครอบครัว ผู้สูงอายุ, นักกีฬา และนักแสดงตลก
_________________
5. รูปแบบคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เรียงตามลำดับ คือ
- อันดับที่ 1 วิดีโอสั้น 82.7%
- อันดับที่ 2 ภาพเดี่ยว 53.8%
- อันดับที่ 3 ภาพอัลบั้ม 47.2%
- อันดับที่ 4 บทความสั้น 35.7%
- อันดับที่ 5 วิดีโอยาว 26.3%
- อันดับที่ 6 บทความยาว 15%
- อันดับที่ 7 ไลฟ์สด (LIVE) 14.1%
- อันดับที่ 8 พอดแคสต์ 6.8%
- อันดับที่ 2 ภาพเดี่ยว 53.8%
- อันดับที่ 3 ภาพอัลบั้ม 47.2%
- อันดับที่ 4 บทความสั้น 35.7%
- อันดับที่ 5 วิดีโอยาว 26.3%
- อันดับที่ 6 บทความยาว 15%
- อันดับที่ 7 ไลฟ์สด (LIVE) 14.1%
- อันดับที่ 8 พอดแคสต์ 6.8%
_________________
6. เทรนด์ Influencer Marketing ในปีนี้ คือ “3 อยู่”
ในปีนี้ เทรนด์ของอินฟลูเอนเซอร์ จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นแคมเปญ ๆ แล้วจบไป สู่การสร้างอินฟลูเอนเซอร์เป็น Brand Asset ที่อยู่กับแบรนด์ในระยะยาว
โดย 3 อยู่ที่ว่า ได้แก่
1. อยู่วงใน (Authentic Presence)
- ควรเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็น “คนวงใน” ของกลุ่มคนย่อย ๆ ในสังคมขนาดใหญ่ที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน (Subculture) ทำให้พวกเขาเข้าใจภาษา ไลฟ์สไตล์ และความเชื่อของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
- ที่สำคัญคือ ความเชื่อใจ (Trust) ก็สำคัญ ไม่แพ้การเข้าถึง (Reach) กลุ่มลูกค้า
2. อยู่ได้หลายที่ (Content Re-use & Licensing)
- คอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ถูกมองว่าเป็น Brand Asset มากขึ้น และต้องถูกนำไปใช้ได้ในหลาย ๆ แพลตฟอร์ม (Multi-Platform & Multi-Format) ทั้งโซเชียลมีเดีย, E-Commerce และหน้าร้าน
- แบรนด์ควรคิดคอนเทนต์ตั้งแต่ต้น เพื่อใช้ซ้ำและต่อยอดได้ในระยะยาว
3. อยู่กับแบรนด์นาน ๆ (Long-term & Always on Partnership)
- จากเมื่อก่อนที่จ้างเป็นแคมเปญ ควรปรับใหม่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ประจำของแบรนด์มากขึ้น เพราะจะได้มีการสื่อสารต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่จบแคมเปญเดียว แล้วหายไป
- การใช้อินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว มักชนะแคมเปญที่ใช้อินฟลูเอนเซอร์ครั้งเดียวจบ เพราะทำให้กลุ่มเป้าหมายจดจำและเชื่อใจในตัวอินฟลูเอนเซอร์และสินค้ามากขึ้น
_________________
7. เทรนด์การวัดผลลัพธ์ของอินฟลูเอนเซอร์ มีการเปลี่ยนแปลงไป
จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับ Engagement เช่น Like, Share, Save, Comment เป็นหลัก กลายเป็นแบรนด์และเอเจนซี เริ่มหันมาใช้ตัวชี้วัดอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อจะได้วัดผลลัพธ์ได้ดีขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น
- Retention Rate หรือกราฟที่บอกว่า ผู้ชมในแต่ละช่วงเวลาที่รับชมวิดีโอ เหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อวิเคราะห์ว่า ผู้ชมเริ่มเลิกสนใจวิดีโอในวินาทีที่เท่าไร และสาเหตุเป็นเพราะอะไร
และดูว่าในช่วงที่ผู้ชมยังอยู่นั้น อินฟลูเอนเซอร์ได้พูด Key Message ออกไปแล้วหรือยัง
ถ้ายังก็ต้องมาบรีฟอินฟลูเอนเซอร์ในคลิปถัดไปว่า ขอให้พูด Key Message เร็วขึ้นอีก
- คอนเทนต์ที่อินฟลูเอนเซอร์ทำ AI นำส่งให้หรือไม่ ?
ซึ่งตรงนี้ ใน TikTok สามารถดูได้ผ่าน Traffic Source ว่า คนเห็นคลิปจากช่องทางไหนมากที่สุด
ถ้าคนเห็นคลิปผ่านช่องทาง “For You” มากที่สุด แสดงว่า คอนเทนต์นี้ AI ชอบและนำส่งให้
แต่ถ้าขึ้นช่องทางอื่นมากกว่า เช่น “Search” แสดงว่า AI ไม่ได้นำส่งให้มากเท่ามีคนเซิร์ชเข้ามาเห็นเอง ซึ่งแสดงว่า เป็นคอนเทนต์แนว Evergreen ที่มีคุณค่า แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว
อ้างอิง :
- งาน Digital Marketing Trends 2026 โดย Content Shifu ในเซสชัน Influencer Marketing Trends
- งาน Digital Marketing Trends 2026 โดย Content Shifu ในเซสชัน Influencer Marketing Trends