สรุปอินไซต์จาก อินฟลูเอนเซอร์ไทย โพสต์แบบไหน ทำคอนเทนต์อย่างไร ให้แบรนด์อยากจ้าง

สรุปอินไซต์จาก อินฟลูเอนเซอร์ไทย โพสต์แบบไหน ทำคอนเทนต์อย่างไร ให้แบรนด์อยากจ้าง

14 ก.ย. 2026
ล่าสุด AnyMind บริษัทเอเจนซีที่เชี่ยวชาญเรื่อง Influencer Marketing ได้เปิดเผยรายงานชื่อว่า “Influencer to Commerce in Thailand 2026”
โดยรายงานฉบับนี้ ได้สำรวจอินฟลูเอนเซอร์กว่า 5,000 คน ตั้งแต่ระดับ Nano Influencer ที่มียอดผู้ติดตามน้อย ไปจนถึงระดับ KOLs ที่มีผู้ติดตามหลักล้านคน
จนได้เป็นข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับภาพรวมการใช้อินฟลูเอนเซอร์ของแบรนด์ต่าง ๆ ในประเทศไทยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ฝั่งแบรนด์เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์อย่างไร และคอนเทนต์ประเภทไหนที่ได้ผลดีที่สุด ?
ซึ่งข้อมูลตรงนี้น่าจะมีประโยชน์กับคนที่กำลังสนใจเป็นครีเอเตอร์ว่า ต้องมีแนวทางทำคอนเทนต์อย่างไรหรือเป็นสายไหนถึงจะมีโอกาสไปได้ไกล
ในโพสต์นี้ MarketThink เลยจะมาสรุปอินไซต์ที่น่าสนใจ จากรายงานดังกล่าวให้อ่านกันใน 9 ข้อ
1. ครีเอเตอร์ควรโฟกัสช่องทาง TikTok มากที่สุด
เพราะตอนนี้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ฝั่งแบรนด์ ใช้อินฟลูเอนเซอร์ทำแคมเปญเยอะที่สุด โดยมีสัดส่วนเกินครึ่ง เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้แก่
- TikTok ครองสัดส่วนการทำแคมเปญ 60%
- Instagram ครองสัดส่วนการทำแคมเปญ 17%
- YouTube ครองสัดส่วนการทำแคมเปญ 15%
- Facebook ครองสัดส่วนการทำแคมเปญ 6%
- X ครองสัดส่วนการทำแคมเปญ 2%
หมายความว่า ตอนนี้ถ้าอยากเป็นครีเอเตอร์ ก็ควรจะต้องโฟกัสกับ TikTok เป็นช่องทางหลักไว้ก่อน
เพราะฝั่งแบรนด์มองว่า นี่คือช่องทางหลักในการใช้อินฟลูเอนเซอร์ทำแคมเปญไปแล้ว
2. ครีเอเตอร์สาย “ของกิน” และ “แฟชั่น-ความงาม” ได้เปรียบที่สุด
เพราะมีข้อมูลว่า อุตสาหกรรมที่ใช้เงินโฆษณากับอินฟลูเอนเซอร์มากที่สุด 2 อันดับแรก ได้แก่
- ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ครองสัดส่วน 39%
- แฟชั่นและความงาม ครองสัดส่วน 15%

และที่น่าสนใจคือ ทั้งสองอุตสาหกรรมที่ลงเงินกับอินฟลูเอนเซอร์มากที่สุดตรงนี้ จะเน้นใช้เงินโฆษณากับช่องทาง TikTok มากเป็นอันดับ 1 ทั้งคู่
3. บันเทิง, แฟชั่น, ของกิน คือ คอนเทนต์ที่คนชอบดู แต่ก็มีคู่แข่งเยอะมาก ๆ เช่นกัน
โดย Top 3 ประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ที่มีเยอะที่สุดในไทยก็คือ
- อินฟลูเอนเซอร์สายบันเทิง คิดเป็นสัดส่วน 24%
- อินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่นและความงาม คิดเป็นสัดส่วน 23%
- อินฟลูเอนเซอร์สายอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็นสัดส่วน 15%
หมายความว่า ถ้าเราอยากเป็นครีเอเตอร์ใน 3 หมวดนี้ ต้องเตรียมใจไว้ว่าจะมีคนทำแข่งกับเราเยอะมาก ๆ
4. แบรนด์ใหญ่มีแนวโน้ม ใช้อินฟลูเอนเซอร์รายเล็กมากขึ้น
เพราะอินฟลูเอนเซอร์รายเล็ก ได้ Engagement เฉลี่ยต่อผู้ติดตาม ดีกว่าแทบจะทุกแพลตฟอร์ม ยกตัวอย่างเช่น

- ช่องทาง TikTok
Nano Influencer (ผู้ติดตาม 1,000-10,000 คน) มี Engagement เฉลี่ย 6.77%
Macro Influencer (ผู้ติดตาม 100,000-1,000,000 คน) มี Engagement เฉลี่ย 1.14%
- ช่องทาง Instagram
Nano Influencer (ผู้ติดตาม 1,000-10,000 คน) มี Engagement เฉลี่ย 1.87%
Macro Influencer (ผู้ติดตาม 100,000-1,000,000 คน) มี Engagement เฉลี่ย 0.51%
ถ้าลองวิเคราะห์ดูก็เป็นไปได้เหมือนกันว่า จุดเด่นของอินฟลูเอนเซอร์รายเล็กจะดูเรียล และเข้าถึงง่ายกว่าอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่ ซึ่งคนดูชอบอะไรแบบนี้
เราเลยเห็นแบรนด์เปลี่ยนกลยุทธ์มาใช้อินฟลูเอนเซอร์รายเล็กหลาย ๆ คน แทนที่จะใช้งบสูงเพื่อจ้างอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่แค่ไม่กี่คนแทนนั่นเอง
5. ถ้าอยากได้ Engagement ควรลงทุนกับ “Influencer Content” เพราะดูคุ้มค่ากว่า “Branded Content”
โดยวัดจากตัวชี้วัดที่เรียกว่า Cost Per Engagement (CPE) ที่ใช้วัดต้นทุนเฉลี่ย ให้ได้มาเพื่อ Engagement จากคนดู
ทำให้พบว่า คอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ จะได้ Engagement ดีกว่า และมีต้นทุนต่ำกว่าการทำคอนเทนต์ของแบรนด์ เช่น
- คอนเทนต์หมวดแฟชั่น
คอนเทนต์ของฝั่งแบรนด์มี CPE อยู่ที่ 1.06 บาท
ในขณะที่คอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์มี CPE อยู่ที่ 0.58 บาท
- คอนเทนต์หมวดอาหารและเครื่องดื่ม
คอนเทนต์ของฝั่งแบรนด์มี CPE อยู่ที่ 1.25 บาท
ในขณะที่คอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์มี CPE อยู่ที่ 0.63 บาท
6. แบรนด์นิยมใช้อินฟลูเอนเซอร์ในระยะยาว มากกว่าการจ้างเป็นครั้ง ๆ
ในยุคนี้แพลตฟอร์มต่าง ๆ รองรับการทำตลาดแบบ Full Funnel คือทำการตลาดได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างการรับรู้ ตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงการซื้อซ้ำ
เหมือนกับการที่เราเห็นคอนเทนต์บน TikTok แล้วเกิดความรู้สึกอยากได้สินค้า เราก็สามารถกดซื้อผ่านตะกร้าในคอนเทนต์ได้เลย
พอเป็นแบบนี้ เทรนด์ก็เลยเปลี่ยนจากการใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นครั้ง ๆ ในแต่ละ Funnel มาเป็นการใช้อินฟลูเอนเซอร์คนเดิมแล้วทำคอนเทนต์ให้ครบทุก Funnel เพื่อความต่อเนื่อง
7. คนในยุคนี้จะกดติดตามอินฟลูเอนเซอร์จาก 4 เหตุผลหลัก ๆ คือ
- อินฟลูเอนเซอร์ ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนที่ไว้ใจได้ มีประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจ
- อินฟลูเอนเซอร์ ให้คำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ จากความเชี่ยวชาญของตัวเอง
- อินฟลูเอนเซอร์ ทำคอนเทนต์สนุก ๆ มีสไตล์ หรือมุกตลกเฉพาะตัว
- อินฟลูเอนเซอร์ ทำให้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี
8. คนดูรับได้ ถ้าจะโฆษณากันตรง ๆ ในคอนเทนต์
ตอนนี้กลายเป็นว่าคนดูคาดหวังว่า ถ้าคอนเทนต์จะมีโฆษณา ก็โฆษณาตรง ๆ ให้ชัดเจนไปเลยว่า นี่คือคอนเทนต์โฆษณา
ซึ่ง AnyMind บอกว่า อินฟลูเอนเซอร์ที่ทำแบบนี้ มักรักษาฐานคนดูได้เหนียวแน่นกว่า และยังช่วยให้มีโอกาสที่แบรนด์จะเลือกลงโฆษณาด้วย
9. หลาย ๆ แบรนด์ ทำยอดขายจาก Affiliate แซงหน้าการกดซื้อผ่านหน้าร้านค้าแล้ว
โดยเฉพาะบน TikTok Shop ที่มีข้อมูลว่าการทำ Affiliate สามารถสร้างรายได้ให้แบรนด์ ได้มากกว่า Shop โดยตรงถึง 1.5 เท่า
อ้างอิง :
- รายงาน Influencer to Commerce in Thailand 2026 จาก AnyMind
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.