“ห่านคู่” แบรนด์เสื้อยืดไทย 600 ล้าน ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี

“ห่านคู่” แบรนด์เสื้อยืดไทย 600 ล้าน ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี

13 ต.ค. 2020
ห่านคู่ หรือชื่อที่เรียกเท่ๆ ว่า “DOUBLE GOOSE”
เป็นแบรนด์เสื้อยืด เสื้อกล้าม ในตำนาน ที่อยู่คู่สังคมไทยมากว่า 67 ปี
สืบทอดชื่อเสียง มาตั้งแต่รุ่นปู่ จนถึงรุ่นหลาน..
รู้ไหมว่า เสื้อยืดธรรมดาๆ ที่มากับโลโก้ห่านสีเขียว 2 ตัว
แม้ขายในราคาหลักร้อยบาทต้นๆ ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้กว่า 600 ล้านบาทต่อปี
บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ “ห่านคู่”
ปี 2560 มีรายได้ 632 ล้านบาท กำไร 127 ล้านบาท
ปี 2561 มีรายได้ 584 ล้านบาท กำไร 113 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 607 ล้านบาท กำไร 119 ล้านบาท
ซึ่งรายได้ 60% มาจากช่องทางค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional Trade)
และ 40% มาจากช่องทางโมเดิร์นเทรด
เส้นทางการผจญภัยของห่าน 2 ตัวนี้ เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2496
ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ภาครัฐ มีนโยบายต้องการพัฒนาประเทศชาติ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองและอารยธรรมทัดเทียบกับประเทศตะวันตก
เช่น เลิกนุ่งโจงกระเบน และพยายามให้คนไทยหันมาแต่งกายแบบสากลกันมากขึ้น
คุณจือฮ้ง แซ่ฉั่ว หรือ เจือ ธนสารสมบัติ ชาวจีนอพยพ
จึงมีแนวคิดอยากนำเข้าสินค้าจากตะวันตก มาจำหน่ายในประเทศไทย
โดยเขาได้ร่วมกับเพื่อน ก่อตั้งบริษัท เซ่งเชียงไถ่ จำกัด
เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็น กระติกน้ำตราอูฐ, สบู่หอมตราบัลเลต์, น้ำหอมตราแอนโนเน่ ฯลฯ
ซึ่งสินค้าที่ขายดี และได้รับความนิยมมากที่สุด
คือพวก เสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงใน ที่นำเข้ามาจากฮ่องกง
เรื่องนี้เลยทำให้คุณเจือ เห็นโอกาสทางธุรกิจ และตัดสินใจว่าจะหันมาเอาดีด้านการผลิตเสื้อผ้าแทน
ในปี พ.ศ. 2499 เขาได้ก่อตั้งบริษัท โรงงานไทยแลนด์ นิตติ้ง จำกัด
และสร้างโรงงานผลิตเสื้อผ้าแห่งแรกของตัวเองขึ้นมา
พร้อมกับตั้งชื่อแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองว่า “ห่านคู่”
ช่วงแรกๆ ห่านคู่ จะผลิตเพียงเสื้อยืดคอกลมแขนสั้น และเสื้อกล้ามสีขาวเท่านั้น ซึ่งถือเป็นรุ่นคลาสสิกของแบรนด์
ด้วยความที่สินค้ามีราคาไม่แพง เนื้อผ้านุ่มและเบา เหมาะสำหรับอากาศเมืองไทย
ห่านคู่ จึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค และขายดี
เพราะใส่แล้วสบายตัว และสามารถใส่เป็นเสื้ออเนกประสงค์ ได้ในทุกโอกาส
รวมถึงกระแสแฟชั่นในช่วงนั้น ที่เริ่มใส่เสื้อยืดคู่กับกางเกงยีนส์
ซึ่งในปี พ.ศ. 2532 ห่านคู่ ก็สามารถขยายฐานการจัดจำหน่ายสินค้า จนครอบคลุมทั่วประเทศได้
แม้จะติดตลาดแล้ว แต่ห่านคู่ ก็ไม่หยุดพัฒนาสินค้า
แบรนด์มีการแตกไลน์เป็นคอลเลกชันต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น
เช่น คอลเลกชันคัลเลอร์ ที่มีสีเสื้อให้เลือกกว่า 10 สี, คอลเลกชันจูเนียร์ สำหรับเด็ก, คอลเลกชัน เลดี้ สำหรับคุณผู้หญิง, คอลเลกชัน เออร์เบิน, คอลเลกชัน แอคทีฟ คูลลิ่ง, คอลเลกชัน Carnival X ห่านคู่
และล่าสุด หน้ากากผ้า สำหรับยุค COVID-19
รวมถึงขยายช่องทางจำหน่าย จากเดิมเน้นเพียงขายตามร้านโชห่วย หรือแผงขายเสื้อผ้าในแหล่งชุมชน
ขยายไปสู่โมเดิร์นเทรด เช่น 7-Eleven, FamilyMart, Tesco Lotus, Big C ฯลฯ
และช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์, Facebook, Lazada, Shopee และ JD CENTRAL
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค
และปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อสินค้าของผู้คนที่เปลี่ยนไป
ซึ่งด้วยราคาสินค้าที่ไม่แพง บวกกับหาซื้อได้ง่าย
ทำให้ห่านคู่ ได้รับฉายาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ว่าเป็น “เสื้อสำหรับซื้อใส่ฉุกเฉิน” อีกด้วย
ทั้งนี้ บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด มีกระบวนการผลิตเสื้อผ้าตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ
ทำให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของสินค้าได้ทั้งหมด
และโรงงานที่ผลิตเสื้อห่านคู่ จะมีแรงงานเป็นคนไทย 100%
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ห่านคู่ ก็เจอความท้าทายไม่น้อย
เพราะในตลาดเสื้อยืด เสื้อกล้าม ตอนนี้
มีแบรนด์เสื้อผ้าทั้งในและต่างประเทศ ลงมาเล่นด้วยกันหลายราย
เช่น แบรนด์ F&F ที่วางขายตาม Tesco Lotus
UNIQLO แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง ที่มาพร้อมนวัตกรรม
GQ ที่เพิ่งออกคอลเลกชันเสื้อยืด มาตีตลาดใน 7-Eleven
และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย ที่คอยมาแย่งฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่จาก ห่านคู่
ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาถามถึงชื่อแบรนด์เสื้อยืดคุณภาพดี ราคาไม่แพง
ชื่อ ห่านคู่ คงเกือบจะเป็นคำตอบแรก และคำตอบเดียว
แต่ตอนนี้ คำตอบที่ได้ของแต่ละคน อาจจะเปลี่ยนไป..
ทั้งนี้ ห่านคู่ มีเป้าหมายทางธุรกิจว่า อยากจะเป็นแบรนด์ที่มีอายุถึง 100 ปี
โดยแบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 ปัจจัย ซึ่งจะพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายนั้น คือ
1) บุคลากร
บุคลากร คือ ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของบริษัท
และบริษัทต้องการคนที่กล้าตัดสินใจลงมือทำ โดยไม่กลัวความผิดพลาด
2) ระบบบริหารจัดการ
บริษัทต้องมีพื้นฐานระบบที่ดี เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น
และธุรกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
ก็ต้องคอยดูว่า ห่านคู่ จะเอาชนะบททดสอบของโลกธุรกิจ ซึ่งนับวันยิ่งมีความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ
จนสามารถเข้าถึงเส้นชัย และกลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าไทย ที่มีอายุเกินกว่า 100 ปี ได้สำเร็จหรือไม่..
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.