ทำไม Netflix ในไทย ไม่มี Harry Potter แต่ประเทศอื่นมี ?

ทำไม Netflix ในไทย ไม่มี Harry Potter แต่ประเทศอื่นมี ?

30 ม.ค. 2024
รู้ไหมว่าตอนนี้ ผู้ใช้งาน Netflix ที่ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น สามารถดูภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter ได้ด้วย
แต่กลับกัน ถ้าเราเปิดดู Netflix ที่ประเทศไทยตอนนี้ เราจะดูภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter ไม่ได้..
และนอกจาก Harry Potter แล้ว ยังมีภาพยนตร์และซีรีส์อีกหลายเรื่อง ที่เราไม่สามารถเปิดดูได้ในประเทศไทย แต่เปิดดูที่ต่างประเทศ​ได้
หรือบางเรื่องที่เราเปิดดูที่ไทยได้ แต่เปิดดูที่ต่างประเทศไม่ได้..
คำถามคือ ในเมื่อเราจ่ายเงินสมัคร Netflix เหมือนกัน ทำไมคอนเทนต์ที่เราดูได้ในแต่ละประเทศถึงไม่เหมือนกัน ?
บทความนี้ MarketThink ขออาสาสรุปข้อสงสัย ที่อาจจะค้างคาใจใครหลายคนมานาน
ว่าทำไม Netflix ถึงมีคอนเทนต์ที่ไม่เหมือนกัน ในแต่ละประเทศ ?
Netflix เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการอยู่กว่า 190 ประเทศทั่วโลก มีฐานลูกค้าอยู่มากกว่า 260 ล้านบัญชี
มันจึงเป็นเรื่องยากมากที่ Netflix จะสามารถทำคอนเทนต์ให้ถูกใจคนทุกประเทศได้
Netflix เลยมีการใช้โมเดลที่เรียกว่า “Open Ecosystem”
คือการไปเป็นพันธมิตรกับสตูดิโอ หรือผู้ผลิตคอนเทนต์ต่าง ๆ ในแต่ละประเทศ​ ที่ Netflix ไปทำตลาด
ทำแบบนี้เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่มีอยู่แล้ว ให้มาลงบนแพลตฟอร์ม Netflix
รวมไปถึงร่วมมือกันผลิตคอนเทนต์เพื่อเป็น Netflix Original Series ให้ออกมาถูกใจคนในพื้นที่นั้น ๆ มากที่สุด
พอเป็นแบบนี้ คอนเทนต์บน Netflix เลยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ
- อย่างแรกคือ Netflix Original Series คือคอนเทนต์ที่ Netflix ผลิตเอง โดยการร่วมมือกับสตูดิโอต่าง ๆ ในแต่ละประเทศ
อย่างที่ไทย Netflix ก็มีการไปร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ เช่น เครือ GMM Grammy ในการสร้างคอนเทนต์ Netflix Original มาลงบนแพลตฟอร์ม
จนออกมาเป็นผลงานเรื่อง Girl From Nowhere The Series (แนนโน๊ะ), เคว้ง และอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่ได้รับความนิยมสูงในบ้านเรา
โดยส่วนใหญ่แล้ว Netflix จะเป็นเจ้าของสิทธิ์ Netflix Original Series ทั่วโลกด้วยตัวเอง
ดังนั้น Netflix Original ส่วนใหญ่ จึงสามารถดูได้บน Netflix เหมือนกันหมดทั่วโลก
- อย่างต่อมาคือ คอนเทนต์ที่ Netflix ไปซื้อลิขสิทธิ์มาลงในแพลตฟอร์ม
ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter, Spider-Man, การ์ตูนเรื่อง One Piece และอีกหลาย ๆ เรื่องที่ Netflix ไม่ได้เป็นคนลงทุนสร้างเอง
ตรงนี้แหละที่ทำให้คอนเทนต์ Netflix ในแต่ละพื้นที่นั้น “ไม่เหมือนกัน” ได้มากที่สุด
เพราะต้องเข้าใจว่าในฐานะผู้สร้างคอนเทนต์ ที่ต้องลงทุนลงแรงมหาศาล กว่าจะได้เป็นคอนเทนต์แต่ละเรื่อง
ซึ่งมันก็แน่นอนว่า ตัวผู้สร้างก็อยากจะสร้างรายได้กลับมาให้ได้มากที่สุดเหมือนกัน
พอเป็นแบบนี้ สตูดิโอหลายแห่งจึงมักจะเลือกขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ โดยแบ่งออกเป็นรายพื้นที่ไป เพื่อให้ได้รายได้เยอะที่สุด
เช่น
พื้นที่ไหนมีแนวโน้มชอบคอนเทนต์ของตัวเอง ก็อาจจะเสนอขายในราคาที่แพงหน่อย
พื้นที่ไหนที่คอนเทนต์ของตัวเองไม่ค่อยได้รับความนิยม ราคาก็อาจจะถูกลงมา..
ทำให้ Netflix ต้องพิจารณาให้ดีว่าคอนเทนต์แบบไหนลงทุนแล้วคุ้มค่ามากที่สุด เป็นรายพื้นที่ไป
ยกตัวอย่างเช่น เคสของภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter
ถ้าลองวิเคราะห์ดูจะเห็นได้ว่า ตัวหนังที่มีเซตอัปบางฉากอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แถมตัวคนแต่งอย่าง เจ.เค. โรว์ลิง เองก็เป็นคนอังกฤษ
คนอังกฤษเลยนิยม Harry Potter เอามาก ๆ
ทาง Netflix เลยพิจารณาว่าการลงทุนกับ Harry Potter นั้น น่าจะคุ้มค่ามากในประเทศอังกฤษ แต่อาจไม่คุ้มค่าในประเทศอื่น ๆ
ก็เลยทำให้ Netflix อาจเลือกซื้อลิขสิทธิ์มาฉายแค่ที่ประเทศอังกฤษ ก็เป็นท่าที่พอจะเป็นไปได้
นี่ก็เป็นสาเหตุที่คอนเทนต์บน Netflix แต่ละประเทศ มีคอนเทนต์ไม่เหมือนกัน
เพราะประเด็นเรื่องของ “ลิขสิทธิ์” และ “ความนิยม” ในพื้นที่นั้น ๆ
โดยในอนาคต คอนเทนต์ที่ฉายบนแพลตฟอร์มสตรีมมิง ไม่ใช่แค่ Netflix ก็อาจจะต่างกันยิ่งกว่านี้อีก ในแต่ละประเทศ
เพราะในช่วงหลัง ๆ ก็มีรายงานว่า สตูดิโอผู้สร้างหนังเริ่มที่จะขึ้นราคาของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเติบโตของธุรกิจสตรีมมิง
แถมสตูดิโอผู้ผลิตหนังดัง ยังไม่นิยมทำสัญญาแบบ Exclusive กับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งอีกแล้ว
เพราะไม่ว่าอย่างไร การขายให้ลูกค้าหลายราย เช่น ขายให้ทั้ง Netflix, Disney Plus, Prime Video
ก็สามารถสร้างรายได้ได้มากกว่า การเจาะจงว่าขายให้แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งอยู่แล้ว

จนทำให้คอนเทนต์บางเรื่อง อาจจะมีอยู่ในผู้ให้บริการสตรีมมิงหลายรายได้ในเวลาเดียวกัน
และนี่เองจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมช่วงหลัง ๆ Netflix รวมถึงแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงอื่น ๆ เลยเน้นไปที่การทุ่มงบมหาศาล
มาสร้างความแตกต่างด้วย Original Content มากขึ้นทุกปี ๆ นั่นเอง..
© 2024 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.