
ไทยติดอันดับ 9 ของโลก เหยื่อโกงออนไลน์เสียหายเฉลี่ย 37,000 บาท เมื่อ AI ทำให้การหลอก “แนบเนียนกว่าเดิม”
19 ก.พ. 2026
หากพูดถึงภัยอาชญากรรมไซเบอร์วันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงใกล้ตัวที่กระทบทั้งประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยข้อมูลจาก Global Risks Report ของ World Economic Forum (WEF) ระบุว่า การใช้ข้อมูลในทางที่ผิด การโจมตีทางไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์ กำลังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ทั่วโลกต้องเผชิญ เนื่องจากการพัฒนาที่รวดเร็วของเทคโนโลยี AI และสภาพเศรษฐกิจเปราะบางที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ด้านพลอากาศตรีอมรชมเชยผู้อำนวยการจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ให้ข้อมูลเปิดเผยว่า “รูปแบบการหลอกลวงในปัจจุบันมีความซับซ้อนและแนบเนียนกว่าที่เคย โดยเฉพาะการนำ AI และเทคโนโลยี Deepfake มาใช้ปลอมแปลงตัวตน เสียง และภาพ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกลโกง ทำให้ทุกวันนี้ประชาชนต้องไม่ระวังแค่ลิงก์ปลอมหรืออีเมลหลอกลวงแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ให้เท่าทันกลโกงที่ใช้เทคโนโลยีหลอกลวงให้เหยื่อเชื่อว่ากำลังสื่อสารกับบุคคลหรือองค์กรจริง เพื่อขู่บังคับเอาทรัพย์สินหรือแฮกเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ผิด”
สถิติภัยไซเบอร์ความเสียหายทั่วโลกกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในปี 2025 มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วโลกสูงกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรูปแบบการโกงที่พบบ่อยในปัจจุบัน ได้แก่ อีเมลและเว็บไซต์ปลอม (Phishing), การใช้ซอฟต์แวร์หรือเว็บไซต์เถื่อนเพื่อดักขโมยข้อมูล, โรแมนซ์สแกม, การขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านผ่านแพลตฟอร์มปลอม ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 9 ของโลก ในประเทศที่มีมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์สูง เฉลี่ยอยู่ที่ 37,000 บาทต่อคน โดยเฉพาะการหลอกลงทุน
ขณะเดียวกัน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายยังพบว่า มิจฉาชีพเริ่มผสมผสานเทคนิคทางเทคโนโลยีกับการเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น ทำให้เหยื่อตกเป็นเป้าได้ง่าย แม้จะมีความรู้ด้านดิจิทัลในระดับหนึ่งก็ตาม
เทรนด์ภัยไซเบอร์ปี 2026 ที่ทุกภาคส่วนต้องจับตา
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ประเมินว่า แนวโน้มภัยไซเบอร์ในปี 2026 จะยิ่งทวีความซับซ้อน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่
AI กลายเป็นทั้งผู้โจมตีและผู้ป้องกันภัยไซเบอร์เข้าสู่ยุคที่ AI ทำงานแบบอัตโนมัติ ทั้งการโจมตี การตรวจจับ และการตอบโต้ ทำให้ความเร็วและความซับซ้อนของภัยเพิ่มขึ้น
ความปลอดภัยขยับสู่การยืนยันตัวตนทุกขั้นตอนแนวคิด Zero Trust และ Identity-First จะเป็นหัวใจสำคัญ โดยไม่เชื่อใจใครเป็นหลัก และต้องตรวจสอบตัวตนในทุกขั้นตอนการใช้งาน
Deepfake และการปลอมแปลงตัวตนเสมือนทวีความรุนแรงเทคโนโลยีปลอมเสียง ภาพ และตัวตน ทำให้การหลอกลวงแนบเนียนขึ้นและยากต่อการแยกแยะมากกว่าเดิม
มัลแวร์เรียกค่าไถ่และภัยขั้นสูงพัฒนาไม่หยุดRansomware มีรูปแบบซับซ้อนขึ้น องค์กรต้องเตรียมทั้งการป้องกัน การตรวจจับ และแผนฟื้นฟูระบบควบคู่กัน
ความปลอดภัยต้องฝังตั้งแต่ต้นและทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตั้งแต่การออกแบบระบบ การพัฒนาซอฟต์แวร์ การใช้บริการตรวจจับภัยแบบครบวงจร ไปจนถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำกับด้านไซเบอร์
ท่ามกลางภัยไซเบอร์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่ากลไกการรับมือแบบเดิมจะตามทัน ภาคเอกชนจึงเริ่มขยับบทบาทอย่างจริงจัง โดยมุ่งยกระดับโซลูชันไซเบอร์ซีเคียวริตี้จากการแก้ไขหลังเกิดเหตุ สู่การป้องกันเชิงรุกก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านเวที Samsung x KBTG Digital Fraud Cybersecurity Hackathon
เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ทีมนักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญนำ AI มาประยุกต์ใช้กับโจทย์การป้องกันการโกงดิจิทัล โดยตั้งต้นไอเดียการออกแบบจากข้อมูลและสถิติจริงของประเทศไทย ที่นำเสนอผ่านช่วง Workshop Day จากหน่วยงานหลักอย่าง CCIB, NCSA และผู้เชี่ยวชาญจาก SAS เพื่อปูพื้นฐานเชิงลึกก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพัฒนาและยกระดับโซลูชันต้นแบบในขั้นตอนถัดไป
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของแนวคิดด้านความปลอดภัยไซเบอร์ จาก “แก้ไขเมื่อเกิดเหตุ” สู่ “การป้องกันก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น” เปลี่ยน AI จากเครื่องมือของมิจฉาชีพให้กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล ลดโอกาสที่คนไทยจะตกเป็นเหยื่อ และยกระดับโซลูชันด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ให้แข็งแรงอย่างเป็นรูปธรรม