
อธิบาย เทคนิค “1 แบรนด์ แต่เปิดหลายร้าน” บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่แบรนด์ดังใช้ แย่งพื้นที่บนจอลูกค้า
24 มี.ค. 2026
เชื่อว่าหลาย ๆ คนเวลาจะช็อปปิงผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อย่างพวก Shopee หรือ TikTok Shop มักเจอว่าบางแบรนด์ “มีร้านค้าหลายบัญชี”
ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ Xiaomi ที่มีร้านค้าประเภท Mall บน Shopee (ร้านค้าทางการ) มากกว่า 3 บัญชี แถมทุกบัญชีมีสินค้าคล้าย ๆ กัน เช่น
- Xiaomi Thailand Store มีผู้ติดตาม 1.1 ล้านคน
- XIAOMI OFFICIAL STORE มีผู้ติดตาม 1.2 ล้านคน
- XIAOMI Mall TH มีผู้ติดตาม 3 แสนคน
- XIAOMI OFFICIAL STORE มีผู้ติดตาม 1.2 ล้านคน
- XIAOMI Mall TH มีผู้ติดตาม 3 แสนคน
ทั้งนี้ ต้องหมายเหตุว่า ร้านค้าทั้ง 3 หรือร้านอื่น ๆ ของ Xiaomi อาจจะไม่ได้เจ้าของเป็นคนเดียวกัน เพราะมีตัวแทนจำหน่ายหลายคนในประเทศไทย เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการเปิดหลายบัญชีก็ได้
อย่างไรก็ตาม รู้ไหมว่า การมีร้านค้าที่ขายของแบบเดียวกันหลายบัญชี ในแพลตฟอร์มเดียวกันแบบนี้ เป็นกลยุทธ์ที่มีคนใช้จริง ๆ แล้วก็มีประโยชน์ในหลายมุม
แล้วกลยุทธ์แบบนี้มีประโยชน์อย่างไร ? MarketThink สรุปให้อ่านกันในโพสต์นี้
ในโลกของการตลาด มีสิ่งที่เรียกว่า “Digital Share of Shelf (DSoS)” หรือ “ส่วนแบ่งบนชั้นวางดิจิทัล”
อธิบายง่าย ๆ ว่า เป็นสัดส่วนพื้นที่บนหน้าจอ ที่แบรนด์ของเราสามารถครอบครองได้บนโลกออนไลน์
ซึ่งตัวเลขนี้ ฝั่งคนทำแบรนด์จะชอบให้เยอะไว้ก่อน เพราะมันคือตัวเลขที่บอกว่า สินค้าของแบรนด์ปรากฏอยู่ในช่องทางการค้นหาออนไลน์ของลูกค้า
อย่างเช่น Shopee หรือ Lazada ในสัดส่วนที่มากหรือน้อย ถ้าเทียบกับคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกัน
- DSoS มีวิธีคำนวณง่าย ๆ โดยใช้สูตร
DSoS = (จำนวนรายการสินค้าของแบรนด์เรา ที่ปรากฏบนช่องทางค้นหา / จำนวนรายการสินค้าทั้งหมดในหน้าผลการค้นหา) x 100
- ตัวอย่างการคำนวณ DSoS ก็อย่างเช่น
สมมติว่า ถ้าลูกค้าค้นหาคำว่า “เครื่องฟอกอากาศ” ใน Shopee ผ่านสมาร์ตโฟนที่มีพื้นที่แสดงผล 10 รายการต่อ 1 หน้าจอ ถ้าแบรนด์ทำให้ลูกค้าเซิร์ชแล้วแสดงผล เป็นเครื่องฟอกอากาศของแบรนด์เราไปแล้ว 3 รายการ
ดังนั้น DSoS ของแบรนด์เรา เท่ากับ (3 / 10) x 100 = 30%
แปลว่า แบรนด์ของเรามีส่วนแบ่งบนชั้นวางดิจิทัล 30% นั่นเอง
ซึ่งตัวเลข DSoS นี้ ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะแปลว่าแบรนด์ของเรา ครองพื้นที่บนหน้าจอของลูกค้าได้มาก
โดยวิธีเบสิก ที่เอาไว้เพิ่มตัวเลขตรงนี้ในแบบที่ไม่ต้องใช้งบเยอะ ก็คือการเปิดร้านค้าหลายบัญชี ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ในบทความนี้
เพราะเมื่อแบรนด์มีร้านค้าหลายบัญชี เมื่อลูกค้าค้นหาสินค้า ก็มีโอกาสที่สินค้าจากบัญชีใดบัญชีหนึ่งของแบรนด์ จะไปแสดงผลที่หน้าค้นหาของลูกค้าได้ง่ายขึ้น
แถมในบางเคส สินค้าของแบรนด์อาจถูกนำไปแสดงผลให้ลูกค้าดู จากหลายบัญชีพร้อม ๆ กัน
ทำให้ DSoS ของแบรนด์ในภาพรวม ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นการสร้างความได้เปรียบในการชิงสายตาของลูกค้าจากแบรนด์คู่แข่ง
โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้งานผ่านสมาร์ตโฟน ซึ่งมีพื้นที่การแสดงผลน้อยได้ดีมาก ๆ
นอกจากนี้หลายแบรนด์ ยังใช้เทคนิคแบบนี้มาช่วยในการทำ Market Segmentation ได้ด้วย
เพราะลองนึกภาพว่า ถ้าเราขายสินค้าหลายอย่าง ที่มีกลุ่มเป้าหมายต่างกันในร้านเดียวกัน เช่น ถ้าแบรนด์เราขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
ถ้าขายสินค้าทุกอย่างในร้านค้าบัญชีเดียว ภาพรวมแบรนด์ก็อาจจะไม่ชัดในสายตาลูกค้าได้ เพราะมีสินค้าหลายชนิดมากเกินไป
ดังนั้นการเปิดร้านใหม่แยกกันไปเลย จะช่วยให้แบรนด์สามารถทำการตลาดและการจัดหน้าร้าน ให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้สะดวกกว่า แม้จริง ๆ แล้วสินค้าทุกอย่างอาจเหมือนกันก็ตาม เช่น
- การเลือกแสดงสินค้าบางชนิดที่หน้าแรก
- การทำภาพกราฟิกของสินค้า ให้แตกต่างกัน
- การทำโปรโมชัน และการโฆษณา ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเปิดร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชื่อแบรนด์ AZ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเปิดร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชื่อแบรนด์ AZ
เราอาจเปิดร้านค้า 3 บัญชีที่มีสินค้าคล้ายกัน แต่ตั้งชื่อร้านและใส่ Keyword ในชื่อสินค้า หรือคำอธิบายสินค้า ในแต่ละบัญชีให้แตกต่างกัน
- ร้านที่ 1 ตั้งชื่อร้านว่า AZ Home ใส่ Keyword เน้นกลุ่มเป้าหมาย เป็นลูกค้าที่หาสินค้าภายในบ้าน
- ร้านที่ 2 ตั้งชื่อร้านว่า AZ Health ใส่ Keyword เน้นกลุ่มเป้าหมาย เป็นลูกค้าที่หาสินค้าเพื่อสุขภาพ
- ร้านที่ 3 ตั้งชื่อร้านว่า AZ Thailand ใส่ Keyword เน้นกลุ่มเป้าหมาย เป็นลูกค้าทั่วไป
ซึ่งวิธีแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่มหาสินค้าของแบรนด์เราง่ายขึ้นแล้ว ในภาพรวม DSoS ของแบรนด์ก็ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ด้วยเหมือนกัน
สุดท้ายนี้ DSoS จัดเป็นอีกตัวเลขที่สำคัญมาก สำหรับคนที่ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในยุคนี้
เพราะลูกค้าจะใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ผ่านสมาร์ตโฟนที่มี “หน้าจอแสดงผลเล็ก” ทำให้การยึดพื้นที่เล็ก ๆ ตรงนี้ให้ได้มากที่สุด เลยสำคัญมาก ๆ
และสำหรับคนที่อยากทำตาม ต้องบอกก่อนว่าควรศึกษากฎของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ดีก่อน ว่าอนุญาตให้เจ้าของร้านเดียวกัน เปิดร้านได้หลายบัญชีหรือไม่
ไม่อย่างนั้น อาจจะโดนลงโทษตามระเบียบของแพลตฟอร์มนั้น ๆ ได้
และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องทำใจเรื่องความยุ่งยากในการบริหารจัดการด้วย ว่าต้อง “เหนื่อย” กว่าการทำร้านค้าเดียวบัญชีเดียวแน่นอน..