สรุป “Marketing 7.0” การตลาดยุคใหม่ ยุค AI ที่แบรนด์จะชนะได้ ต้อง “เข้าใจคน”

สรุป “Marketing 7.0” การตลาดยุคใหม่ ยุค AI ที่แบรนด์จะชนะได้ ต้อง “เข้าใจคน”

18 เม.ย. 2026
Marketing 7.0 คือแนวคิดการตลาดในยุคล่าสุด ที่คิดค้นขึ้นโดย Philip Kotler ในปี 2026 นี้ โดยมาในคอนเซปต์หลักคือ Mind-Centric Marketing หรือการตลาดที่เน้นการเข้าถึงจิตใจของคน
แล้ว Marketing 7.0 จะมีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจบ้าง ? MarketThink สรุปให้อ่านในโพสต์นี้
ก่อนอื่น เรามาทบทวนกันก่อนว่าการตลาดในแต่ละยุค ตั้งแต่ Marketing 1.0 เป็นต้นมา ให้ความสำคัญในเรื่องใดบ้าง
- Marketing 1.0
เป็นการตลาดที่เน้นผลิตภัณฑ์เป็นหลัก (Product Centric) ขับเคลื่อนด้วยการผลิตและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้บริโภค
- Marketing 2.0
เป็นการตลาดในยุคที่ 2 ที่ไม่ได้เน้นแค่ผลิตภัณฑ์เป็นหลักอีกต่อไป แต่หันไปเน้นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง คือไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
- Marketing 3.0
เป็นการตลาดที่ให้ความสำคัญกับความเป็น “มนุษย์” ของลูกค้า ซึ่งมีทั้งความคิด จิตใจ และจิตวิญญาณ เริ่มเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ในขณะที่แบรนด์ในยุคนี้เริ่มให้ความสำคัญกับสังคม และความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
- Marketing 4.0
เป็นการตลาดในยุค Digital Marketing เน้นการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ และการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่เอื้อต่อการแชร์ต่อ
- Marketing 5.0
เป็นการตลาดในยุค AI เพื่อทำการตลาดแบบ Personalized สำหรับลูกค้าแต่ละคน แบบเรียลไทม์
- Marketing 6.0
เป็นการตลาดในยุค Immersive Marketing ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ที่ผสานโลกจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AR, VR และ IoT เพื่อสร้างประสบการณ์แบบหลายสัมผัส
และในปี 2026 นี้ เราอยู่กันใน Marketing 7.0 ซึ่งเป็นแนวคิดการตลาดในยุคล่าสุด ที่ว่าด้วยแนวคิด Mind-Centric Marketing หรือการตลาดที่เน้นการเข้าถึงจิตใจของคน
โดยแนวคิดการตลาด Marketing 7.0 ในยุคล่าสุด มีที่มาจากหนังสือ Marketing 7.0 ที่ Philip Kotler บิดาแห่งการตลาดระดับโลก เขียนร่วมกับ Hermawan Kartajaya และ Iwan Setiawan
ในหนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายนิยามของ Marketing 7.0 ไว้ว่า เป็นการตลาดที่ต่อยอดมาจาก Marketing 1.0 - 6.0 ในยุคก่อน โดยผสานการใช้เทคโนโลยี AI และ Immersive เข้ากับหลักพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรม และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
โดยในตอนต้นของหนังสือ ได้พูดถึงความท้าทาย ที่นักการตลาดกำลังพบ ในยุค Marketing 7.0 ไม่ว่าจะเป็น
- ความท้าทายที่เกิดขึ้นจาก AI
นักการตลาดในยุคนี้ พึ่งพา AI มากเกินไป จนมีความเสี่ยงสูญเสียทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่มี
- ความท้าทายจากการทำ Performance Marketing
หรือการตลาดที่เน้นประสิทธิภาพ เน้นยอดขายที่วัดผลได้จริง จนหลงลืมการสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
รวมถึงยังเกิดปัญหาค่าโฆษณาที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ และลูกค้าในปัจจุบันมีพฤติกรรมการซื้อที่น่าเป็นห่วง เพราะจะซื้อเมื่อมีโปรโมชันเท่านั้น
- ความท้าทายจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันลูกค้ามองข้ามคอนเทนต์ที่ดูรู้ว่าเป็นคอนเทนต์การตลาด ไม่สนใจโฆษณาอีกต่อไปแล้ว
ลูกค้าติดอยู่ใน Echo Chamber ของตัวเอง กลายเป็นการรวมกลุ่มคนย่อย ๆ ที่มีความชอบแบบเดียวกัน การใช้ Influencer ที่มีผู้ติดตามมาก ๆ จึงอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป
ซึ่งจากตัวอย่างความท้าทายที่มีต่อการตลาดที่เกิดขึ้น Marketing 7.0 จึงให้ความสำคัญไปกับการเข้าถึงจิตใจของคน มากกว่าการตลาดในยุคก่อน ๆ หรือเรียกว่า “Mind-Centric Marketing”
โดยเนื้อหาหลักของ Marketing 7.0 ในหนังสือเล่มนี้ จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนสำคัญ ได้แก่
The Cognitive Compass
เป็นแนวคิดสำคัญของ Marketing 7.0 ของ Philip Kotler ว่าด้วยการทำความเข้าใจและเข้าถึงจิตใจของคน เพื่อใช้ในการวางแผนการตลาด
โดยในแนวคิดนี้ ได้พูดถึงเฟรมเวิร์กที่น่าสนใจ คือ The Cognitive Map เป็น Funnel ที่ใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
- The Attention Triggers คือ อะไรที่ดึงดูดความสนใจได้ทันที
- The Social Connectors คือ อะไรที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อถือ และสะท้อนตัวตน
- The Reward Motivators คือ อะไรที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ
The Stimuli Quadrants
ส่วนถัดมาเป็นการทำความเข้าใจสิ่งเร้า ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของคน และมีอิทธิพลต่อการทำการตลาด โดยเรียกว่า The Stimuli Quadrants ซึ่งมีองค์ประกอบหลักทั้งหมด 4 ส่วน ได้แก่
1. Brand Storytelling
การใช้กลยุทธ์ Storytelling หรือการเล่าเรื่องราวของแบรนด์ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้า โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ
- Attention-Decision การเล่าเรื่องแบบกระชับ ใช้สำหรับสินค้าที่ตัดสินใจซื้อง่าย
- Conflict-Resolution การเล่าเรื่องสร้างปมให้ขัดแย้ง สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ โดยให้ลูกค้าเป็นตัวเอกที่ผ่านอุปสรรคโดยมีแบรนด์เป็นผู้ช่วย
- Pain-Gain การเล่าเรื่องที่เน้นการเปรียบเทียบ เหมาะกับสินค้าที่ต้องใช้เหตุผลสูง
2. Value Proposition
เป็นการใช้ “คุณค่า” เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ โดยมีความเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาต่าง ๆ เช่น
- Loss Aversion ใช้ความกลัวการสูญเสียมากระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ
- Halo Effect อคติทางความคิด ที่ทำให้ลูกค้าอนุมานว่าสินค้าของเราดี
3. Selling Approach
ใช้กลยุทธ์การเสนอขาย ที่เรียกว่า SELL ได้แก่

- Signal Credibility สร้างความน่าเชื่อถือ
- Elevate the Pitch สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับเป้าหมาย
- Lessen Doubt ลดความลังเล และปิดจุดเสี่ยง
- Lead to Action วางขั้นตอนที่ชัดเจนให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
4. Customer Experience
ใน Marketing 7.0 แนะนำให้สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า เป็นหนึ่งในสิ่งเร้าที่กระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้า
หลักการสำคัญคือ ให้ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพื่อเปลี่ยนจากความรู้สึก “ประหยัดเวลา” เป็น “การใช้เวลาอย่างคุ้มค่า” โดยแบ่งออกเป็น
- การสร้าง Wow Moments เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
- ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อกระตุ้นประสบการณ์ และสร้างความประทับใจให้แบรนด์ เช่น การออกแบบเสียงและกลิ่นให้กับแบรนด์ เพื่อสร้างเอกลักษณ์
- ออกแบบประสบการณ์ที่แชร์ต่อได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีตัวตนในสังคม และถ่ายทอดต่อไปยังคนอื่น ๆ ได้
ทั้งหมดนี้ก็คือ การสรุปเนื้อหาเบื้องต้นจากหนังสือ Marketing 7.0 ของ Philip Kotler บิดาแห่งการตลาดระดับโลก ที่พูดถึงการตลาดในยุค Mind-Centric Marketing หรือการตลาดที่เน้นการเข้าถึงจิตใจของคน
อ้างอิง :
- หนังสือ Marketing 7.0 โดย Philip Kotler, Hermawan Kartajaya และ Iwan Setiawan
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.