หัวปลาช่องนนทรี ร้านหัวปลาหม้อไฟ 300 ล้าน ที่เกิดจากคุณแม่ ผู้สู้ชีวิต

หัวปลาช่องนนทรี ร้านหัวปลาหม้อไฟ 300 ล้าน ที่เกิดจากคุณแม่ ผู้สู้ชีวิต

28 เม.ย. 2021
ร้านอาหารชื่อดังแต่ละร้าน ส่วนใหญ่จะมีเมนูซิกเนเชอร์ ที่ช่วยแจ้งเกิดให้กับร้าน และทำให้ลูกค้านึกถึง
อย่างร้านอาหารไทย-จีน “หัวปลาช่องนนทรี”
ก็มีเมนูซิกเนเชอร์อย่าง หัวปลาหม้อไฟ ที่มากับน้ำต้มยำ ต้มจืด หรือต้มบ๊วย สูตรเฉพาะตัว ให้เลือกสรร
แต่รู้ไหมว่า กว่าจะเป็น หัวปลาช่องนนทรี อย่างในทุกวันนี้ ที่มียอดขายหลักร้อยล้าน
ผู้ก่อตั้งร้านได้มีชีวิตที่ยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเรียนไม่จบ
แต่ก็อดทน จนสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนานามาได้
หัวปลาช่องนนทรี เป็นร้านที่คุณแป๋ว ลิมป์รัตนกาญจน์ และคุณกฤช ลิมป์รัตนกาญจน์ ช่วยกันสร้างขึ้นมา
เดิมทีคุณแป๋วเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน มีพ่อทำอาชีพขับรถสามล้อเครื่อง ส่วนแม่หาบของขายในตลาด
คุณแป๋ว ในวัย 6 ปี ต้องช่วยคุณแม่เดินขายปูเค็มและผักที่ตลาดหลังเลิกเรียน ซึ่งขายได้เงินวันละประมาณ 10 บาท
แต่ต่อมาคุณแม่ก็ป่วยกะทันหัน ทำให้คุณแป๋วต้องลาออกจากโรงเรียนตอน ป.2 มาขายของเต็มตัว เพื่อช่วยพ่อหาเงินไปรักษาแม่
พอคุณแม่หายดี และกลับมาค้าขายได้อีกครั้ง
คุณแป๋ว ในวัย 16 ปี ก็ขอคุณแม่กลับไปเรียนหนังสือ เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองอ่านหนังสือไม่ออก แล้วอายเพื่อน
โดยเรียนช่วงภาคค่ำ เวลาตั้งแต่ 1 ทุ่ม หลังจากขายของช่วยคุณแม่เสร็จ
ซึ่งเรียนไปได้ไม่นาน คุณแม่ก็กลับมาล้มป่วยอีกครั้ง
คุณแป๋วจึงต้องหยุดเรียน และกลับมาทำงานหนักขึ้น เพื่อหาเงินมารักษาคุณแม่
แต่โชคร้าย คุณแม่ต้องจากไปแบบไม่ทันตั้งตัว
ซึ่งตอนนั้นครอบครัวมีหนี้สินมาก คุณพ่อเลยต้องเอาสามล้อเครื่องไปจำนอง เพื่อมาใช้หนี้
ส่วนคุณแป๋วก็ต้องค้าขายเป็นเวลา 3 ปี จนสามารถหาเงินมาปลดหนี้ของครอบครัวได้
หลังจากนั้นคุณแป๋วก็ได้แต่งงานกับคุณกฤช ซึ่งเป็นคนที่พบรักในโรงเรียน ตอนเรียนภาคค่ำด้วยกัน และออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว
ส่วนคุณกฤช เปิดกิจการทำหน้าต่างและประตูเหล็ก
อย่างไรก็ดี กิจการของคุณกฤชนั้น มีรายได้ไม่แน่นอน และมักได้ค่าตอบแทนเป็นเช็ค
จึงเจอปัญหาเช็คเด้งบ้าง หรือต้องรอ 1-2 เดือน กว่าจะได้เงินบ้าง ทำให้ครอบครัวมักขาดสภาพคล่อง เงินขาดมืออยู่บ่อย ๆ
บวกกับ รู้สึกว่าแถวนั้น พอตกดึกมา แล้วไม่ค่อยมีอะไรกิน
คุณแป๋วและคุณกฤชจึงตัดสินใจว่า จะลองขายของกินเป็นรายได้เสริมดู
เนื่องจากธุรกิจอาหาร ขายเป็นเงินสด จึงได้เงินมาหมุนเวียนเร็วกว่า
อีกทั้งหากขายไม่หมด ก็สามารถนำมาให้ครอบครัวและคนงานกินเองได้
โดยเริ่มจากเปิดร้านข้าวต้มปลาเล็ก ๆ เป็นเพิง ตามริมถนนพระราม 3 ในปี พ.ศ. 2526
ด้วยจำนวนเพียง 3 โต๊ะ, มีไม่กี่เมนู และไม่มีชื่อร้าน
ซึ่งวันแรกที่เปิดร้าน ขายได้ประมาณ 1,700 บาท
แม้คุณแป๋วจะไม่มีประสบการณ์และฝีมือในการทำอาหารมาก่อน
แต่ก็ทุ่มเทเรียนรู้ และพัฒนาคิดค้นสูตรอาหารของตัวเองขึ้นมา จนได้เมนูที่รสชาติถูกปากลูกค้า
พอเปิดร้านอาหารได้ 3 ปี กิจการรุ่งเรือง และมีลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ
เจ้าของที่ดิน ซึ่งคุณแป๋วเช่าอยู่ ก็มาเสนอให้เช่าพื้นที่เพิ่ม เพื่อขยายร้าน
โดยคุณแป๋วก็เอาเงินเก็บทั้งหมดประมาณ 800,000 บาท มาลงทุนสร้างร้านใหม่
ขยายร้านเป็น 30 โต๊ะ แล้วก็เพิ่มเมนูอาหารใหม่ ๆ ให้มีความหลากหลายมากขึ้น
พร้อมกับตั้งชื่อร้านว่า “หัวปลาช่องนนทรี”
ซึ่งที่มาของชื่อนี้ เกิดจากตอนที่ยังไม่มีชื่อร้าน มักได้ยินลูกค้าเวลาชวนกันมาที่ร้านพูดว่า
“ไปกินร้านหัวปลา แถวช่องนนทรีกัน” ก็เลยเอาประโยคที่ลูกค้าใช้บ่อย ๆ มาตั้งเป็นชื่อร้าน
หลังจากนั้น หัวปลาช่องนนทรี ก็เริ่มขยายสาขา โดยเปิดสาขา 2 ที่ศรีนครินทร์
จนปัจจุบันมีทั้งหมด 8 สาขา
แบ่งเป็นสาขาสแตนด์อโลน 6 สาขา ได้แก่ สาขาพระราม 3, ศรีนครินทร์, บางนา-ตราด กม.8, รามอินทรา, นครอินทร์, สามแยกปักฯ โคราช
และสาขาในศูนย์การค้า 2 สาขา ได้แก่ เมกาบางนา, เทอร์มินอล 21 โคราช
โดยทุกสาขา จะออกแบบบรรยากาศภายในร้าน ให้ดูอบอุ่น ผ่อนคลาย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเอง
ส่วนเมนูอาหาร ก็จะมีหลากหลาย ตั้งแต่เมนูหม้อไฟ, เมนูกุ้ง, เมนูปลา, เมนูปู, เมนูหอย, ของทอด, ยำ ฯลฯ
แต่ถ้าเป็นเมนูขึ้นชื่อ ก็อย่างเช่น หม้อไฟต้มยำปลาเก๋า, เนื้อปูผัดผงกะหรี่, ปลากะพงทอดราดน้ำปลา, กุ้งแม่น้ำเผา
ที่น่าสนใจคือ ร้านหัวปลาช่องนนทรี จะค่อนข้างใส่ใจเรื่องวัตถุดิบประกอบอาหาร
เช่น มะนาว ก็ต้องเป็นมะนาวแป้นเท่านั้น เพราะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
หรือถ่านที่ใส่ในหม้อไฟ ก็ต้องใช้ถ่านจากไม้โกงกาง เพราะสามารถให้ความร้อนได้นาน และหอมกว่าถ่านชนิดอื่น ๆ
แล้ว หัวปลาช่องนนทรี จากร้านข้าวต้มปลาเล็ก ๆ ที่ขายได้วันละหลักพัน
วันนี้ธุรกิจเติบโตไปได้ขนาดไหนแล้ว ?
บริษัท หัวปลาช่องนนทรี จำกัด
ปี 2560 มีรายได้ 190 ล้านบาท
ปี 2561 มีรายได้ 271 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 342 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับจำนวนร้านที่มีเพียง 8 สาขา
เฉลี่ยแล้ว 1 สาขาของ หัวปลาช่องนนทรี จะสามารถสร้างรายได้ ได้ถึง 3.6 ล้านบาท/เดือน..
คุณแป๋วเคยออกมาเปิดเผยว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้หัวปลาช่องนนทรี ประสบความสำเร็จมาได้ทุกวันนี้
คือ ความมุ่งมั่น ที่ต้องการทำให้ชีวิตของครอบครัวดีขึ้น
และไม่อยากให้ลูก ๆ ต้องลำบากเหมือนตัวเองในวัยเด็ก
สิ่งนี้ได้เป็นแรงผลักดันให้ทุ่มเททำงานหนัก และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
ซึ่งคุณแป๋วก็ทำสำเร็จ และสามารถส่งลูกทั้ง 4 คน ไปเรียนเมืองนอกได้จนจบ
ทั้งนี้ ปัจจุบัน หัวปลาช่องนนทรี บริหารโดยทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือลูก ๆ ของคุณแป๋วและคุณกฤช
โดยธุรกิจก็ไปได้ด้วยดี มีการขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ยอดขาย จำนวนลูกค้า และสาขา
อีกทั้งธุรกิจมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไป
อาทิ ให้ความสำคัญกับการดิลิเวอรีมากขึ้น
และแตกไลน์ธุรกิจ ทำแบรนด์ใหม่ในชื่อ “ติดตู้” จำหน่ายอาหารแช่แข็ง ที่หมักหรือปรุงเรียบร้อย จากร้านหัวปลาช่องนนทรี เพื่อเจาะกลุ่มคนชอบกินอาหารที่บ้าน
เรื่องราวเส้นทางของคุณแป๋ว และหัวปลาช่องนนทรี สะท้อนให้เห็นว่า
บางทีแรงบันดาลใจหรือกำลังใจในการทำธุรกิจ
ไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายที่ไกลตัว หรือสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม
แต่อาจเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา อย่างคนที่เรารัก หรือครอบครัว ก็ได้..
© 2021 Marketthink. All rights reserved.