ถ้วยทอง ยาหม่องที่ครองใจคนไทย กว่า 70 ปี

ถ้วยทอง ยาหม่องที่ครองใจคนไทย กว่า 70 ปี

28 ก.ย. 2021
แม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ ที่ทำตลาดมาแล้วมากกว่า 70 ปี
แต่ปัจจุบันความขลังและบัลลังก์เจ้าตลาดยาหม่องของแบรนด์นี้ ก็ยังไม่เสื่อมคลายและสั่นคลอน
เพราะไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน ยาหม่องตราถ้วยทอง (Golden Cup) ก็ยังยึดครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างเหนียวแน่น และเป็นเจ้าตลาด ที่ครองส่วนแบ่งตลาดเกินกว่าครึ่ง
ที่น่าสนใจคือ ในช่วงที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในปีเกิดสถานการณ์โควิด 19
บริษัท ถ้วยทองโอสถ จำกัด
ปี 2561 ทำรายได้ 345 ล้านบาท กำไร 47 ล้านบาท
ปี 2562 ทำรายได้ 371 ล้านบาท กำไร 66 ล้านบาท
ปี 2563 ทำรายได้ 396 ล้านบาท กำไร 103 ล้านบาท
คิดเป็นอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 7% ต่อปี
และการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 48% ต่อปี
สาเหตุที่อัตรากำไรเติบโตมากกว่าอัตรารายได้ หลัก ๆ เป็นเพราะบริษัทควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งต้นทุนสินค้า รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ ทำให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทลดลง
สุดท้าย รายได้ที่เพิ่มขึ้น จึงไหลลงมาเป็นกำไร นั่นเอง
จะเห็นว่าผลประกอบการข้างต้น นอกจากจะสะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนแล้ว
ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ และความนิยมในตัวสินค้าจากผู้บริโภคอีกด้วย สังเกตจากรายได้ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องทุกปี แม้จะเจอกับวิกฤติโควิด
และอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ บริษัท ถ้วยทองโอสถ จำกัด แทบไม่มีหนี้เลย
โดย ณ สิ้นปี 2563 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 533 ล้านบาท
และมีหนี้สินรวมเพียง 44 ล้านบาท
ซึ่งหนี้ทั้งหมด ก็เป็นหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ย เช่น เจ้าหนี้การค้า
เพราะทั้งปี 2563 บริษัทไม่มีรายการดอกเบี้ยจ่าย เลยสักบาท..
จึงเป็นอีกบริษัทที่นอกจากผลประกอบการดีแล้ว ยังมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งด้วย
แล้วตำนาน ยาหม่องตราถ้วยทอง มีความเป็นมาอย่างไร
และอะไรทำให้แบรนด์นี้ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดได้มาจนถึงปัจจุบัน ?
เรื่องนี้ คุณเมธัส ลีลารัศมี ผู้บริหารและเป็นทายาทรุ่น 3 ของถ้วยทองโอสถ ได้เคยเล่าว่า
จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ มาจากคุณปู่ ซึ่งเป็นชาวจีนอพยพ มาตั้งรกรากที่ประเทศไทย
โดยคุณปู่ได้เปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ชื่อว่า “ลี้เปงเฮง” ที่ตลาดพลู เพื่อขายข้าวสารอาหารแห้ง และสินค้าทั่วไป
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดันเกิดโรคมาลาเรียระบาดหนัก
คุณปู่มองเห็นโอกาส เลยตัดสินใจทดลองทำยาตัดไข้มาลาเรียขึ้นมา โดยเอาสูตรมาจากหมอชาวจีน
เพื่อขายให้กับชาวบ้านและคนในพื้นที่แถวนั้น นับเป็นก้าวแรกในการเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวกับยา
ซึ่งปรากฏว่าผลตอบรับออกมาดีเกินคาด เพราะยาได้ผลดี ทำให้ร้านเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น
หลังจากนั้น เมื่อการระบาดของโรคมาลาเรียจบลง คุณปู่จึงเดินหน้าพัฒนายาตัวอื่นที่คิดว่าน่าจะขายได้
และหนึ่งในนั้นคือ ยาหม่องที่มีสรรพคุณหลากหลาย เช่น บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, แมลงกัดต่อย, วิงเวียนศีรษะ และคัดจมูกเนื่องจากหวัด
ซึ่งก็ใช้เวลาพัฒนาอยู่นาน แต่ในที่สุดในปี 2487 ร้านลี้เปงเฮง ก็ได้เปิดตัวยาขี้ผึ้งเนื้อสีเหลือง หรือยาหม่อง “อุนตกกอ” ซึ่งต่อมามีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น “ยาหม่องตราถ้วยทอง” เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำของคนไทย
อีกทั้งคำว่าถ้วยทอง ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะอีกด้วย จึงเป็นชื่อที่มงคล
แม้จะเปิดตัวไปแล้ว แต่ยาหม่องตราถ้วยทอง ก็มีการปรับปรุงสูตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตัวยามีสรรพคุณและกลิ่นที่ถูกใจผู้ใช้มากที่สุด จนกลายมาเป็นสูตรที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน
พร้อมกับทำตลาดและสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง
โดยในช่วงแรก ๆ ยาหม่องตราถ้วยทอง จะเจาะไปยังกลุ่มคนที่มาดูหนังกลางแปลง เพราะว่าในสมัยนั้น เวลาดูหนังกลางแปลงจะต้องนั่งตามพื้นดินหรือพื้นหญ้า ทำให้มักมีแมลงมากัดต่อยเป็นประจำ
รวมถึงถ้านั่งดูหนังนาน ๆ ก็อาจเกิดอาการปวดเมื่อยอีกด้วย
ซึ่งสรรพคุณของยาหม่องตราถ้วยทอง ก็สร้างมาเพื่อตอบโจทย์อาการเหล่านี้ จึงใช้โอกาสนี้คิดสโลแกนในตำนานขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และโปรโมตสินค้า อย่างสโลแกน
“วิงเวียนศีรษะ ทาถู ทาถู เคล็ด ขัดยอก ทาถู ทาถู แมลงสัตว์กัดต่อย ทาถู ทาถู”
และ “มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัว” ที่ใครหลายคนต้องจำขึ้นใจเป็นอย่างดี
พอไป ๆ มา ๆ ยาหม่องตราถ้วยทอง ก็ติดตลาดและขายดีมาก
คุณปู่เลยตัดสินใจเลิกกิจการร้านขายของชำ และหันมาโฟกัสกับธุรกิจยาหม่องอย่างเดียว
และก่อตั้งบริษัท ถ้วยทองโอสถ จำกัด ขึ้นในปี 2493
โดยแรกเริ่มบริษัทตั้งอยู่ในตึกแถวบริเวณสำเหร่
ซึ่งหลังจากนั้น ในปี 2511 บริษัทก็ได้ย้ายที่ทำการ มาอยู่บนถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางกอกใหญ่
และในปี 2551 บริษัทได้ย้ายที่ทำการผลิตยาอีกครั้ง มาที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
เพื่อปรับปรุงสถานที่ผลิต ให้รองรับมาตรฐานการผลิตยาที่มีความเข้มข้นขึ้น
พร้อมกับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 5 เท่าจากโรงงานเดิม
โดยปัจจัยที่ทำให้ยาหม่องตราถ้วยทอง เป็นที่ชื่นชอบ และครองตลาดไทยมาได้กว่า 70 ปี ก็มาจากประสิทธิภาพของยา ที่เมื่อสูดดมแล้วจะรู้สึกสดชื่นทันตา และใช้ได้สารพัดประโยชน์ บรรเทาได้หลายอาการ จึงถือเป็นอีกยาสามัญประจำบ้าน ที่หลายคนซื้อเก็บไว้
ซึ่งส่วนผสมของถ้วยทอง ก็มาจากธรรมชาติ ได้แก่ ยูคาลิปตัส, สะระแหน่ และการบูร
แถมราคายังไม่แพง ซื้อใช้ได้สบายกระเป๋า
นอกจากนั้นยาหม่องตราถ้วยทอง ก็มีการขยายช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ ๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ เพื่อให้คนหาซื้อได้ง่ายขึ้น
ซึ่งปัจจุบัน ยาหม่องตราถ้วยทอง ไม่ได้ทำตลาดเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น
แต่ยังส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในกว่า 20 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย เช่น กัมพูชา, สาธารณรัฐเช็ก, ฮ่องกง, มาเก๊า, ลาว, พม่า, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, ฟิลิปปินส์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา
โดยสามารถสรุปเส้นทางของยาหม่องตราถ้วยทอง ผ่านผู้บริหารทายาทรุ่นต่าง ๆ ได้ดังนี้
- รุ่นแรก คุณปู่เป็นรุ่นบุกเบิก คิดค้นยาหม่อง แล้วพัฒนาและปรับปรุงยาหม่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพดี ในราคาที่ย่อมเยา
- รุ่นสอง รุ่นคุณพ่อ เป็นช่วงที่ปรับปรุงมาตรฐานการผลิต และการดำเนินงานต่าง ๆ ให้มีระบบระเบียบ มีมาตรฐานสากล และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- รุ่นสาม รุ่นของคุณเมธัส ดำเนินการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการเพิ่มช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ จากเดิมที่วางขายในร้านขายยาช่องทางเดียว
พร้อมกับขยายไลน์สินค้าใหม่ ๆ ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
เช่น ยาดมตราถ้วยทอง, ยาหม่องตราถ้วยทอง สูตรสมุนไพร, ยาหม่องนํ้าตราถ้วยทอง
​​ไมโอครีม ครีมที่บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยเฉพาะ เจาะกลุ่มนักกีฬา, คนออกกำลังกาย
คิดดี้บาล์ม ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเล็ก ที่ช่วยบรรเทาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย และอาการคัดจมูกเนื่องจากหวัด
จากเรื่องราวทั้งหมด ทั้งคุณภาพสินค้า, การพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง, ราคาที่เป็นมิตร และการทำตลาดอย่างตรงจุดกลุ่มเป้าหมาย ทำให้บริษัท ถ้วยทองโอสถ เติบโต และแบรนด์ถ้วยทอง ยังนั่งบัลลังก์เจ้าตลาดยาหม่อง มาถึงวันนี้..
© 2021 Marketthink. All rights reserved.