กรณีศึกษา การเพิ่มมูลค่าไส้กรอกอีสาน ของสาววัย 28 ที่สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน

กรณีศึกษา การเพิ่มมูลค่าไส้กรอกอีสาน ของสาววัย 28 ที่สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน

17 พ.ย. 2022
หากคุณทำอาหารไม่เป็น ถึงขนาดที่ทอดไข่เจียวแล้วยังไหม้ แต่อยากทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ที่สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน คุณอาจได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวต่อไปนี้
เรากำลังจะนำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงที่ชื่อ คุณแอน กัลยรัตน์ ดวงรัตนเลิศ อายุ 28 ปี ลูกสาวของครอบครัวที่ขายไส้กรอกอีสานข้างทาง มาเป็นเวลา 9 ปี ที่จังหวัดนครปฐม
แม้ครอบครัวของคุณแอนจะขายไส้กรอกอีสานมานาน แต่เธอก็เป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการทำอาหารเลย ถึงขนาดที่ทอดไข่เจียวแล้วยังไหม้
เส้นทางธุรกิจอาหารของเธอ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
แล้วเธอใช้กลยุทธ์อะไร ในการต่อยอดไส้กรอกอีสานธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม และเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี โดยไม่พึ่งสารกันบูด
เราจะพาไปค้นหาคำตอบกัน..
แรกเริ่มเดิมที ที่บ้านของคุณแอน ทำไส้กรอกอีสานขายเป็นปกติ
พอถึงวันที่คุณแอนเรียนจบ ก็ได้มาทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ
ด้วยความที่คุณแอนมีหัวการค้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
จึงได้ทดลองหิ้วไส้กรอกอีสานสูตรต้นตำรับของที่บ้าน มาขายให้กับพี่ ๆ ที่ออฟฟิศ
ผลปรากฏว่าขายดี ทุกคนติดใจในรสชาติ
คุณแอนจึงเริ่มมองเห็นโอกาสของสินค้าตัวนี้..
หลังจากมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ
และมาคิดต่อว่า จะต่อยอดสินค้าอย่างไรต่อไป ?
โดยสาเหตุที่ลาออก มาจากที่คุณแอนมีความฝันตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ว่าอยากมีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเอง
บวกกับวันหนึ่ง คุณแม่ของคุณแอนรถล้ม แต่กลับไม่มีคนพาไปหาหมอ คุณแอนต้องรอให้ประชุมเสร็จก่อน แล้วจึงรีบขับรถจากชลบุรีกลับมายังนครปฐม
สิ่งที่คุณแอนพูดกับตัวเองในตอนนั้น คือ เรายังอายุไม่เยอะ ถ้าจะลองลุยดูก่อน ก็ไม่เสียหาย
อย่างน้อยก็ได้ทำตามความฝัน ทั้งยังได้ดูแลพ่อแม่ไปพร้อม ๆ กัน
และถ้าทำสำเร็จ พ่อแม่ก็จะสบายไปด้วย
ทั้งหมดเป็นแรงจูงใจอันทรงพลัง ที่ทำให้คุณแอนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ อย่างไม่ลังเล
หลังจากที่เป้าหมายชัดเจนแล้ว.. ขั้นตอนต่อไป คือ “การลงมือทำ”
ซึ่งกลยุทธ์ในการต่อยอดสินค้า คือ
1) ฟังเสียงตอบรับของลูกค้า อย่างตั้งใจ
ไอเดียของคุณแอนไม่ได้เกิดจาก “ตัวเอง” แต่เกิดจาก “เสียงของลูกค้า” ที่รวบรวมออกมาเป็นปัญหาหรือจุดอ่อนของธุรกิจ (Pain Point) ไส้กรอกอีสาน เช่น
- กินแล้วอ้วน เพราะมีส่วนประกอบ ของไขมันหมู และไขมันสัตว์ในปริมาณมาก
- หิ้วไปไหนมาไหนลำบาก เพราะกลิ่นแรง ทำให้ขาดความมั่นใจ
- สินค้ารูปแบบเดิมมีแต่แพ็กขนาดใหญ่ หากจะซื้อเป็นของฝากก็เก็บได้ไม่นาน จะซื้อทานคนเดียวก็อาจทานไม่หมด
ปัญหาทั้งหมดนี้ คุณแอนค่อย ๆ เก็บรวบรวม ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาสูตรเองกับมือ
2) แม้ไม่ถนัด แต่ลองผิดลองถูก จนสำเร็จ
เนื่องจากคุณแอนไม่มีพื้นฐานด้านการตลาดและการทำอาหาร ทำให้เส้นทางการทำธุรกิจของคุณแอน ต้องอาศัยการลองผิดลองถูกเป็นส่วนใหญ่
และถึงแม้คุณพ่อจะมีความชำนาญในการทำไส้กรอกอีสาน แต่ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะเชื่อว่า
ถ้าคุณแอนลงมือทำเอง ก็จะไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น และเก่งได้ด้วยตัวเอง
โดยคุณแอนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาสูตรวันละ 10-20 สูตร ด้วยหม้ออบ ที่ถูกย้ายไปไว้ในห้องนอน.. เพื่อให้สะดวกในการทำ
ในที่สุด.. สูตรแรกก็ทำออกมาได้สำเร็จ นั่นคือ สูตรไขมันต่ำ ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 1 ปีกว่า ในการพัฒนา
นอกจากนั้น คุณแอนยังพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง ด้วยการลงเรียนวิชาเกี่ยวกับการทำตลาดออนไลน์ และการถ่ายรูปสินค้า เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ตัวเองยังขาด
และถึงแม้จะคิดค้นสูตรได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีอีกหลายองค์ประกอบที่คุณแอนต้องพัฒนาต่อ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์, การไม่ใส่สารกันบูด แต่ทำให้อายุของสินค้าอยู่ได้นาน 1 ปี, การขอมาตรฐาน อย. และการออกแบบขนาดและปริมาณของสินค้า
ปัจจุบัน สินค้าของคุณแอนอยู่ภายใต้แบรนด์ Madameorn - มาดามอร ไส้กรอกอีสานไขมันต่ำ
โดยมี 4 สูตรด้วยกันคือ สูตรไขมันต่ำหมู (แบบเปรี้ยว), สูตรไขมันต่ำหมู (แบบไม่เปรี้ยว), สูตรคีโตอกไก่ (แบบเปรี้ยว), สูตรคีโตอกไก่ (แบบไม่เปรี้ยว) และสินค้าอื่น ๆ
จุดเด่นของสินค้า คือ
- 1 ซอง มีไส้กรอกอีสานไขมันต่ำ 6 ลูก (95 กรัม)
- ไขมันต่ำ 48% และแคลอรีต่ำ 55%
- อุ่นร้อนก่อนทานง่าย ๆ เพียงฉีกซอง แล้วนำเข้าไมโครเวฟที่ไฟปานกลาง เป็นเวลา 30 วินาที
- บรรจุในซองสวยงาม พกพาสะดวก ปิดมิดชิด ไม่มีกลิ่นเล็ดลอด
- สามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี ในอุณหภูมิปกติ โดยไม่ต้องแช่เย็น
จะเห็นว่าสินค้าถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพ โดยสามารถทานได้ทุกวัน ไม่อ้วน อีกทั้งยังเหมาะสำหรับซื้อทานคนเดียวหรือซื้อเป็นของฝาก ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้า
และยังเป็นการแก้ Pain Point เดิมของไส้กรอกอีสาน ยกระดับสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน Madameorn วางขายบนช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ทำรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ซึ่งคุณแอนมีแผนที่จะส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศอีกด้วย..
สิ่งที่เรียนรู้ได้จากเรื่องราวของคุณแอน คือการมองเห็น “โอกาส” จากสิ่งเดิมที่มีอยู่ แล้วต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ ที่ยังไม่เคยมีในตลาด และการตัดสินใจอย่างไม่ลังเลที่จะลาออกจากงานประจำ
เพราะคุณแอนเชื่อว่า อย่างน้อย ถ้าลองออกมาลุยแล้วสำเร็จ พ่อแม่ก็จะสบายไปด้วย แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าครั้งหนึ่งของชีวิต..
© 2022 Marketthink. All rights reserved.