
สรุป 10 ข้อ ไอเดียสร้างแบรนด์แมส แม้ไม่ค่อยโฆษณา จากเจ้าของแบรนด์ HOMEBOY
7 ก.พ. 2026
HOMEBOY คือแบรนด์เสื้อผ้าแนวสตรีตที่แมสมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าเราจะออกไปเที่ยวที่ไหน อย่างน้อย ๆ ก็จะต้องเห็นคนใส่ HOMEBOY ผ่านตาสักคนสองคน
รู้หรือไม่ว่า HOMEBOY เริ่มมาจากไอเดียของพนักงานประจำที่ต้องการหารายได้เสริมหลังเลิกงาน ด้วยการรับเสื้อผ้าจากจีนมาขายต่อด้วยเงินลงทุนเพียง 10,000 บาทเท่านั้น ก่อนจะเริ่มทำเป็นแบรนด์ของตัวเอง
จนวันนี้ HOMEBOY เป็นแบรนด์ฮิตของเหล่าวัยรุ่น และทำรายได้หลัก 100 ล้านบาทต่อปี
แล้ว HOMEBOY ปั้นแบรนด์อย่างไรให้แมสได้ ?
บทความนี้ MarketThink สัมภาษณ์คุณแบงค์-อัมพรชัย มณีแสงสาคร เจ้าของแบรนด์ HOMEBOY พร้อมสรุป 10 ข้อการปั้นแบรนด์ ทำธุรกิจ ให้เข้าใจง่าย ๆ
บทความนี้ MarketThink สัมภาษณ์คุณแบงค์-อัมพรชัย มณีแสงสาคร เจ้าของแบรนด์ HOMEBOY พร้อมสรุป 10 ข้อการปั้นแบรนด์ ทำธุรกิจ ให้เข้าใจง่าย ๆ
1. สิ่งสำคัญที่สุดของการทำแบรนด์ ต้องเริ่มจาก “กลุ่มเป้าหมาย”
คุณแบงค์เล่าว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการทำแบรนด์ ต้องเริ่มจาก “กลุ่มเป้าหมาย” ที่คนจะทำแบรนด์ต้องรู้ว่า กลุ่มเป้าหมายของตัวเองเป็นใคร และทำความรู้จักกลุ่มเป้าหมายให้ลึก ๆ ว่า คนเหล่านั้นทำอาชีพอะไร อายุเท่าไร
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของ HOMEBOY
- กลุ่มคนอายุ 27-35 ปี
- คนที่ทำอาชีพแนว ๆ การตลาด, ครีเอทิฟ, กราฟิก หรือตัดต่อ
- กลุ่มคนอายุ 27-35 ปี
- คนที่ทำอาชีพแนว ๆ การตลาด, ครีเอทิฟ, กราฟิก หรือตัดต่อ
สาเหตุที่คุณแบงค์เลือกคนกลุ่มนี้ เพราะสินค้าของตัวเองเป็นเสื้อผ้าแนวสตรีต มีดิไซน์แฟชั่นจ๋า ๆ ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่น่าจะชอบใส่เสื้อผ้าแนวนี้
แถมคนกลุ่มในช่วงอายุเท่านี้ จะอยู่ในช่วงที่ตัวเองเริ่มโตเป็น Senior ในออฟฟิศ ทำให้มีความกล้าที่จะแต่งตัวที่ดูแฟชั่นไปทำงาน
ในขณะที่ถ้า HOMEBOY ไปเล็งคนเด็กกว่านั้น คือคนอายุ 21-25 ปี ก็อาจจะยังเด็กเกินไป เพราะอยู่ในช่วงที่เป็นน้องใหม่ในออฟฟิศ ไม่กล้าแต่งตัวแรง
หรือถ้าไปเล็งคนแก่กว่านั้น คืออายุ 35 ปีขึ้นไป คนกลุ่มนี้จะเริ่มเน้นแต่งตัวเรียบร้อย ดูสุขุมมากขึ้นตามวัย ซึ่งไม่ตรงกับสินค้าของ HOMEBOY แล้ว
2. ยิ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายแคบ แบรนด์จะยิ่งชัด
ยิ่งกลุ่มเป้าหมายแคบ แบรนด์จะยิ่งชัด เพราะเราจะรู้ว่าควรสื่อสารกับใครและแบบไหน
อย่างของ HOMEBOY ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายชัด ว่าเป็นคนกลุ่มไหน อายุเท่าไร ทำอาชีพอะไร และเงินเดือนเท่าไร ก็จะทำให้พอรู้พฤติกรรมอื่น ๆ ด้วยว่า กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ชอบคอนเทนต์แนวไหน
ซึ่งในกรณีของ HOMEBOY มองว่า กลุ่มเป้าหมายน่าจะอินกับการที่แบรนด์ “เล่าความเป็นมาของผลิตภัณฑ์” หรือ “ความเป็นมาของแบรนด์”
ทำให้ในการทำการตลาด เช่น การทำคอนเทนต์บนโซเชียลของ HOMEBOY จะเน้นไปทางนั้นทางเดียว
นอกจากนี้ การที่แบรนด์รู้จักลูกค้าดี จะทำให้แบรนด์สามารถเลือกใช้ภาษาที่เหมาะกับลูกค้าได้
ทั้งหมดนี้จะทำให้ตัวตนของแบรนด์ชัดมาก ๆ ในแบบที่ว่า แค่ลูกค้าเห็นเสื้อผ้า หรือแคมแปญการตลาดของแบรนด์ ก็จะรู้เลยว่าแบรนด์เป็นแบบไหน
คุณแบงค์ยังแชร์ว่า นอกจากการทำคอนเทนต์ในแบบที่กลุ่มเป้าหมายน่าจะชอบแล้ว การพูดคุยกับลูกค้าก็ยังสะท้อนถึงความเป็นแบรนด์ด้วย
ยกตัวอย่างเช่น การตอบแช็ตลูกค้า
คุณแบงค์บอกว่า เขาตอบลูกค้าด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีการตอบของคุณแบงค์จะติดความกวน ๆ ไปด้วย เช่น บางครั้งลูกค้าสั่งเสื้อตอนดึก ที่คุณแบงค์ง่วงนอนแล้ว คุณแบงค์ก็ตอบกลับไปว่า “ไม่ง่วงหรอ ไว้ค่อยสั่งพรุ่งนี้เถอะ”
ถึงแม้จะตอบแบบนี้ แต่แบรนด์ก็ไม่มีดรามา เพราะแบรนด์ของ HOMEBOY ชัดมาก ๆ ว่าเป็นแบบนี้ และคนที่จะเข้ามาซื้อก็รู้อยู่แล้ว
3. วิธีตั้งราคาสินค้า ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของแบรนด์ ด้วยกฎ 10%
หลังจากที่รู้ว่า แบรนด์ของเราจะขายใคร ทำให้แบรนด์สามารถตั้งราคาขายได้ง่ายขึ้น
อย่าง HOMEBOY จะขายเสื้อผ้าเริ่มต้นตัวละ 690 บาท เพราะรู้ว่าเงินเดือนของกลุ่มเป้าหมายจะอยู่ที่ 20,000-30,000 บาท
ถ้าตีว่า คนกลุ่มนี้ใช้เงินซื้อเสื้อผ้าเดือนละ 10% ของเงินเดือน หรือเท่ากับ 2,000-3,000 บาท
หมายความว่า คนกลุ่มนี้จะสามารถซื้อเสื้อ HOMEBOY ได้เดือนละ 2-3 ตัว โดยที่ยังมีเงินเหลือไปซื้อหรือใช้จ่ายอื่น ๆ ได้
4. “คุณภาพ” ดีกว่า “ราคา” วิธีทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก แม้ไม่มีงบโฆษณา
ช่วงแรกของการปั้นแบรนด์ ถ้าแบรนด์มีงบการตลาดน้อย ให้พยายามโฟกัสไปที่ “คุณภาพของสินค้า” ไว้ก่อน
คุณแบงค์บอกว่า HOMEBOY ก็ใช้วิธีนี้
โดยเลือกผ้า ที่มีคุณภาพระดับเดียวกับเสื้อที่ขายตัวละ 800-900 บาท ใส่แล้วต้องเย็นสบาย ซักหรืออบแล้วไม่ค่อยหด มาใช้กับเสื้อผ้าของตัวเอง แต่เอามาขายในราคาที่กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้ เริ่มต้นที่ 690 บาท
พอคุณภาพดีกว่าราคาแล้ว คนจะซื้อมาใส่เอง ซึ่งคนที่ซื้อมาใส่นี้เอง ที่จะทำหน้าที่เป็น “Free Media” ช่วยโฆษณาให้แบรนด์ของเราแบบฟรี ๆ
เป็นสาเหตุว่า ทำไมเราถึงเห็นคนใส่ HOMEBOY เต็มบ้านเต็มเมืองนั่นเอง
5. สร้างความพรีเมียม ด้วย Supply จำกัด
ทุก ๆ คอลเลกชันที่ HOMEBOY ออกเสื้อผ้ามาใหม่ จะมีสินค้า 30% ที่ถูกผลิตซ้ำ และ 70% ที่ไม่ผลิตต่อ
โดยสินค้า 30% ที่เอามาผลิตซ้ำ จะดูจากยอดขายในวันแรกที่สินค้าแต่ละล็อตเริ่มขาย
ในช่วงนั้นถ้าสินค้าขายดี ให้ผลิตซ้ำ แต่ถ้าขายไม่ดี ไม่ต้องผลิตซ้ำ
ในช่วงนั้นถ้าสินค้าขายดี ให้ผลิตซ้ำ แต่ถ้าขายไม่ดี ไม่ต้องผลิตซ้ำ
วิธีนี้ จะทำให้ตัวขายดี ได้ไปต่อ
ส่วนตัวที่ขายไม่ดี จะกลายเป็นสินค้าลิมิเต็ด ช่วยสร้างความพรีเมียมให้แบรนด์ได้อีกต่อหนึ่ง
ส่วนตัวที่ขายไม่ดี จะกลายเป็นสินค้าลิมิเต็ด ช่วยสร้างความพรีเมียมให้แบรนด์ได้อีกต่อหนึ่ง
6. สินค้าที่มีราคาเกิน 500 บาท อาจไม่เหมาะทำ Affiliate
คุณแบงค์แชร์ว่า สำหรับตัวเขา สินค้าที่เหมาะกับการเอามาทำ Affiliate หรือให้อินฟลูเอนเซอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ปักลิงก์ขายสินค้าของแบรนด์เรา ควรจะต้องมีราคาไม่เกิน 500 บาท เพราะเป็นสินค้าที่คนจะตัดสินใจซื้อแบบไม่คิดได้ง่ายกว่า
สำหรับ HOMEBOY ขายเสื้อยืดเริ่มต้นก็ 690 บาท
คุณแบงค์จึงมองว่า วิธีทำการตลาดแบบ Affiliate น่าจะไม่เหมาะกับแบรนด์ เลยเอาเงินไปใช้กับการทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Shopee หรือทำโคดส่วนลดตามไลฟ์สด จะเหมาะสมมากกว่า
7. วิธีเลือกทำเล เปิดหน้าร้านให้ขายดี ด้วย Data
ถ้าขายของออนไลน์อย่างเดียวไม่มีหน้าร้าน แล้ววันหนึ่งอยากเปิดหน้าร้าน
วิธีการดูง่าย ๆ ว่าจะเปิดหน้าร้านที่ไหนดี ให้เอา Data หลังบ้านมาดูว่า เราส่งของไปที่ไหนเยอะ แล้วไปเปิดแถว ๆ นั้น ซึ่งวิธีการนี้จะเซฟกว่าการสุ่มเปิดในสถานที่หรือจังหวัดที่เราคิดเองว่าน่าจะแมส
อย่างกรณีของ HOMEBOY เลือกไปเปิดสาขาที่หาดใหญ่ ก็มาจากอินไซต์หลังบ้านว่า มีลูกค้าสั่งของไปที่หาดใหญ่เยอะ
8. “ทำเลเด่น” ที่คนเดินผ่านเยอะ ดีกว่า “ทำเลด้อย” ที่ค่าเช่าถูก แต่คนเดินผ่านน้อย
การเลือกทำเลที่คนเดินผ่านเยอะ ดีกว่า ไปเลือกทำเลที่ค่าเช่าถูก แต่คนเดินน้อย เป็นหนึ่งในการเลือกทำเลของ HOMEBOY
คุณแบงค์บอกว่า เคยลองทั้ง 2 แบบแล้ว ก่อนจะพบว่าการไปตั้งร้านในทำเลไม่ดี นอกจากจะขายยากเหมือนเสียค่าเช่าไปฟรี ๆ แล้ว ยังทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียไปด้วย
HOMEBOY จึงยอมเสียค่าเช่าแพงกว่า เพื่อไปตั้งร้านในทำเลดี ๆ ที่คนเห็นเยอะดีกว่า เพราะอย่างน้อยต่อให้จะขายไม่ได้จริง ๆ แต่แบรนด์ก็ยังมีคนมองเห็น และได้ภาพลักษณ์ที่ดีจากทำเลตรงนี้ด้วย
9. ถ้าอยากคอลแลบ ให้เลือกแบรนด์ที่ “ฉีก” จากสินค้าของเราไปเลย จะเรียกความสนใจได้ดีกว่า
HOMEBOY เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่คอลแลบกับแบรนด์อื่น ๆ เยอะมาก ซึ่งวิธีการเลือกแบรนด์ที่จะคอลแลบด้วย จะเน้นไปที่แบรนด์อื่นที่ไม่ได้ทำธุรกิจเสื้อผ้า เป็นแบรนด์ที่ถ้ามาคอลแลบกับเสื้อผ้าจะดูแปลก หรือดูไม่น่าเข้ากันได้ เช่น
- คอลแลบกับ “Wongnai” แพลตฟอร์มร้านอาหาร
- คอลแลบกับ “เสือดาว” แบรนด์ยาแก้ไอชื่อดัง
- คอลแลบกับ “เสือดาว” แบรนด์ยาแก้ไอชื่อดัง
การเลือกคอลแลบกับแบรนด์แบบนี้ จะเรียกความสนใจได้ดีกว่าการคอลแลบกับแบรนด์ที่ทำธุรกิจเสื้อผ้าเหมือน ๆ กัน
10. แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเปลี่ยนกฎทุกวัน แบรนด์ต้องตามให้ไว
ตอนนี้หลาย ๆ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เริ่มมีตัวเลือกให้ลูกค้าสั่งสินค้าแบบด่วนได้
คือลูกค้ากดสั่งของตอนเที่ยง ตอนเย็นอาจจะได้รับของแล้ว ซึ่งเผลอ ๆ จะเร็วกว่าการที่ลูกค้าขับรถไปซื้อเองหน้าร้านอีก
ในมุมของ HOMEBOY มองว่า ฟีเชอร์แบบนี้ส่งผลดีกับยอดขายออนไลน์จริง
โดยในช่วงแรก HOMEBOY ทำยอดขายที่หน้าร้านได้ 50% ส่วนออนไลน์ 50%
แต่หลังจากที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเริ่มเพิ่มกฎนี้แบบจริงจัง ผลปรากฏว่า ยอดขายที่หน้าร้านมีสัดส่วนเหลือแค่ 30% ส่วนออนไลน์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 70% แทน
ดังนั้น ในมุมคนทำแบรนด์ ควรต้องวางแผนการผลิตและจัดส่งให้เหมาะสมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้วยในอนาคต
มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนน่าจะได้ไอเดียในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในมุมของการสร้างแบรนด์
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือ การปั้นแบรนด์ของ HOMEBOY ที่เริ่มจากเงินทุน 10,000 บาท สู่แบรนด์เสื้อผ้าที่โตเรื่อย ๆ จนมีรายได้หลักร้อยล้านบาทต่อปี
โดยผลประกอบการของบริษัท เดอะ 31 สตูดิโอ จำกัด เจ้าของแบรนด์ HOMEBOY และ Avocado
ปี 2565 รายได้ 32 ล้านบาท กำไร 0.5 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 140 ล้านบาท กำไร 5 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 198 ล้านบาท กำไร 3 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 140 ล้านบาท กำไร 5 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 198 ล้านบาท กำไร 3 ล้านบาท
Tag:HOMEBOY