
ใช้ AI ทำเพลงลง YouTube ไอเดียสร้าง Passive Income ในยุคนี้
8 ส.ค. 2026
ตอนนี้หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเพลงที่ใช้ AI สร้างผ่านหูกันมาบ้าง เช่น เพลง “ไม่มีใครรู้ตัวเรา” จากช่องชื่อว่า UNHEARD MUSIC ที่ตอนนี้มียอดรับชมกว่า 26 ล้านครั้งแล้ว
การใช้ AI ช่วยทำเพลงแล้วปั้นช่องบน YouTube ถือว่าเป็นท่าหารายได้เสริม หรือ Passive Income ที่กำลังฮิตมาก ๆ ในตอนนี้ เพราะต้นทุนต่ำ แต่สามารถสร้างรายได้กลับมาจากยอดรับชมได้
ซึ่งถ้ายิ่งมียอดรับชมสูง ก็ยิ่งได้รับเงินส่วนแบ่งมากตามไปด้วย
แล้วการแบ่งรายได้ให้ครีเอเตอร์ มีหลักการอย่างไร ?
MarketThink สรุปข้อมูลมาให้แล้ว จาก Mediacube ผู้ให้บริการด้านการเงินที่รับดูแลเรื่องรายได้ให้ครีเอเตอร์บน YouTube ในหลายประเทศ
MarketThink สรุปข้อมูลมาให้แล้ว จาก Mediacube ผู้ให้บริการด้านการเงินที่รับดูแลเรื่องรายได้ให้ครีเอเตอร์บน YouTube ในหลายประเทศ
- ปกติแล้วเวลาดู YouTube ถ้าเราไม่ได้เป็นสมาชิก YouTube Premium สิ่งที่เราต้องเห็นแน่ ๆ ก็คือ “โฆษณา” ที่จะขึ้นตามช่วงเวลาต่าง ๆ บนวิดีโอ
ซึ่ง YouTube มีนโยบายว่า จะแบ่งรายได้จากค่าโฆษณาที่แบรนด์ต่าง ๆ จ่าย เพื่อให้โฆษณามาขึ้นโชว์บนวิดีโอของแพลตฟอร์มออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- 45% YouTube เก็บเอาไว้เอง
- 55% จะถูกกระจายให้กับ YouTuber เจ้าของวิดีโอที่โฆษณาขึ้นแสดงผล
- 55% จะถูกกระจายให้กับ YouTuber เจ้าของวิดีโอที่โฆษณาขึ้นแสดงผล
โดยโปรแกรมแบ่งรายได้นี้มีชื่อว่า YouTube Partner Program (YPP)
แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คน และมีคนดูวิดีโอในช่องรวมกัน 4,000 ชั่วโมง ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ถึงจะรับส่วนแบ่งรายได้ได้
แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คน และมีคนดูวิดีโอในช่องรวมกัน 4,000 ชั่วโมง ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ถึงจะรับส่วนแบ่งรายได้ได้
โดยส่วนแบ่งรายได้ตรงนี้ จะมากหรือจะน้อย สามารถดูได้จากตัวเลขที่เรียกว่า “Revenue Per Mille” หรือ RPM ที่บอกว่า รายได้ต่อการรับชมทุก ๆ 1,000 ครั้งเป็นเท่าไร
ซึ่งตามข้อมูลระบุว่า ค่าเฉลี่ยของวิดีโอความยาวปกติ (มากกว่า 3 นาที) บน YouTube จะมีค่า RPM อยู่ที่ 1-10 ดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งตามข้อมูลระบุว่า ค่าเฉลี่ยของวิดีโอความยาวปกติ (มากกว่า 3 นาที) บน YouTube จะมีค่า RPM อยู่ที่ 1-10 ดอลลาร์สหรัฐ
หรืออธิบายง่าย ๆ ก็คือทุก ๆ ยอดรับชม 1,000 ครั้ง จะได้รับเงินราว ๆ 33-334 บาทนั่นเอง..
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขตรงนี้เป็นแค่ค่าเฉลี่ยเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า พอทำคลิปแล้วมีคนดู 1,000 ครั้งจะได้เงินเท่านี้เสมอไป
เพราะทาง YouTube ได้มีการแบ่งเกณฑ์ไว้ค่อนข้างซับซ้อนว่าจะจ่ายให้ YouTuber รายไหนเยอะหรือน้อยตามปัจจัยต่าง ๆ
อย่างแรกคือ “ประเภทของคอนเทนต์”
คอนเทนต์ที่ฝั่งคนซื้อโฆษณามองว่า มีโอกาสเปลี่ยนจากคนดูเป็นคนซื้อสูง, คอนเทนต์ที่กลุ่มคนดูมีกำลังซื้อสูง เช่น คลิป How-To หรือคอนเทนต์เฉพาะทางต่าง ๆ ที่คนต้องชอบจริง ๆ ถึงจะดูวิดีโอแบบนี้
เนื่องจากฝั่งคนซื้อโฆษณา มีแนวโน้มจะจ่ายเงินเพื่อให้โฆษณาของตัวเองไปอยู่ในคลิปแนวนี้สูงกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ
เนื่องจากฝั่งคนซื้อโฆษณา มีแนวโน้มจะจ่ายเงินเพื่อให้โฆษณาของตัวเองไปอยู่ในคลิปแนวนี้สูงกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ
ทำให้วิดีโอแนวนี้ มีโอกาสทำเงินจากยอดรับชมในเรตที่สูงกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ ตามไปด้วย
ทีนี้ถ้าดูว่าคอนเทนต์ประเภทไหน มี RPM เท่าไรบ้าง ได้แก่
- คอนเทนต์การเงินและการลงทุน มีค่า RPM เฉลี่ยอยู่ที่ 10-25 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 334-835 บาท
- คอนเทนต์เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ มีค่า RPM เฉลี่ยอยู่ที่ 4-12 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 134-401 บาท
- คอนเทนต์การศึกษาและคอร์สออนไลน์ มีค่า RPM เฉลี่ยอยู่ที่ 3-10 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 100-334 บาท
- คอนเทนต์บันเทิง (VLOG) มีค่า RPM เฉลี่ยอยู่ที่ 1-4 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33-134 บาท
จะเห็นได้ว่า คอนเทนต์ที่คนดูง่าย ดูเอาบันเทิงอย่าง VLOG ทำรายได้ต่อการรับชม 1,000 ครั้งได้น้อยกว่าคอนเทนต์ความรู้ อย่างคอนเทนต์การเงิน
อย่างต่อมาก็คือ “ประเทศของผู้รับชม”
มีข้อมูลว่า ยอดวิวจากผู้ชมในกลุ่มประเทศ Tier 1 เช่น สหรัฐอเมริกา สร้างรายได้ให้เจ้าของวิดีโอได้เยอะกว่ายอดวิวจากประเทศกลุ่มอื่น
ซึ่งตรงนี้ก็มีการประมาณการไว้ว่า ถ้าได้ยอดรับชมจากผู้รับชมในประเทศ Tier 1 ถึง 1 ล้านครั้ง อาจทำรายได้สูงถึง 8,000-20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 267,000-668,000 บาท
ในขณะที่ยอดรับชมจากผู้ชมฝั่งอินเดียหรือเอเชีย 1 ล้านครั้ง อาจทำเงินได้เพียง 500-2,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,700-67,000 บาทเท่านั้น
แม้จะมีดีเทลเยอะ แต่ด้วยกลไกแบบนี้ก็ทำให้ YouTuber สามารถทำรายได้จากวิดีโอได้เรื่อย ๆ เพราะตราบใดคนกดเข้ามาดู ก็มีสิทธิ์ที่โฆษณาจะแสดงผลบนวิดีโอ
ทำให้ไม่ว่าจะลงวิดีโอไปนานแค่ไหนหรือหยุดทำช่องไปแล้ว แต่ถ้ายังมีคนกดเข้ามาดูวิดีโอในช่อง YouTuber ก็จะมีโอกาสทำเงินได้เหมือนเป็น Passive Income นั่นเอง
โดยมีเคสหนึ่งน่าสนใจมาก ๆ ก็คือวิดีโอที่ชื่อ “Fireplace Ambience – Cozy Fire for Relaxation & Background Viewing”
ซึ่งเป็นคลิปเตาผิง ASMR มีความยาว 10 ชั่วโมงในช่อง YouTube ชื่อว่า Fireplace Atmosphere
โดยเจ้าของช่องได้โพสต์วิดีโอนี้ไว้เมื่อปี 2016 และไม่เคยโพสต์วิดีโออื่น ๆ อีกเลย
แต่จนถึงวันนี้วิดีโอเตาผิงดังกล่าวก็ยังมีคนเปิดเข้าไปดูเรื่อย ๆ จากคนที่เข้ามาเปิดฟังก่อนนอน หรือเปิดคลอตอนทำงาน จนตอนนี้มียอดวิวกว่า 163 ล้านครั้งแล้ว
ซึ่งหลาย ๆ สื่อก็รายงานว่า วิดีโอดังกล่าวน่าจะทำเงินให้เจ้าของช่องรวมกันไปราว 39 ล้านบาทเข้าไปแล้ว..
และจนถึงวันนี้ยอดวิวของวิดีโอดังกล่าวก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เหมือนเป็น Passive Income ให้กับเจ้าของช่อง
สุดท้ายนี้ จะเห็นได้เลยว่า การปั้นช่อง YouTube ให้ดีตั้งแต่ต้น ไม่ต่างอะไรจากการสร้างสินทรัพย์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา
เพราะต่อให้วันหนึ่งเจ้าของช่องจะหยุดทำคลิปใหม่ไปแล้ว
แต่ตราบใดที่คลิปเก่ายังมีคนกดเข้าไปดูอยู่เรื่อย ๆ เงินก็ยังจะไหลเข้ากระเป๋าต่อไปได้เช่นกัน..