ทำไม Apple ถึงไม่ประสบความสำเร็จ ในการตีตลาดที่ อินเดีย

ทำไม Apple ถึงไม่ประสบความสำเร็จ ในการตีตลาดที่ อินเดีย

22 ต.ค. 2022
อินเดีย กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตที่สำคัญของ Apple
เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา Apple ได้ย้ายฐานการผลิตไป ไม่ว่าจะเป็น iPhone, AirPods หรือหูฟัง Beats เพื่อลดการพึ่งพาการผลิตในประเทศจีน
ถึงแม้ว่า อินเดีย กำลังจะมีความสำคัญในแง่การผลิต
แต่รู้หรือไม่ว่า Apple กลับยังทำได้ไม่ดีนัก ในแง่ของยอดขายในประเทศอินเดีย
หรือว่าง่าย ๆ ก็คือ Apple ไม่ประสบความสำเร็จในการตีตลาดอินเดียนั่นเอง..
อย่างกรณีของสมาร์ตโฟน ที่อินเดียถือเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก
แต่ iPhone ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ทำรายได้ให้กับ Apple มากที่สุด กลับยังไม่เป็นที่นิยม
สะท้อนได้จากส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟน ในช่วงกันยายนที่ผ่านมา พบว่า
แบรนด์ที่ครองส่วนแบ่ง ในประเทศอินเดียมากที่สุด
- อันดับ 1 Xiaomi คิดเป็น 25.6%
- อันดับ 2 Vivo คิดเป็น 16.7%
- อันดับ 3 Samsung คิดเป็น 16.4%
ส่วน Apple ครองส่วนแบ่งตลาดในอันดับที่ 6 คิดเป็นเพียง 4.1% เท่านั้น
แล้วทำไม Apple ยักษ์ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก ยังตีตลาดอินเดียไม่สำเร็จ ?
1. เป็นแบรนด์พรีเมียม ที่มีราคาแพงกว่าแบรนด์อื่น
Apple นับเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ตีตลาดพรีเมียม
คือ เน้นสินค้าเรียบหรู มีคุณภาพ ที่มาพร้อมกับราคาที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ
จึงเป็นการยากที่จะตีตลาดในประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ
อย่างประเทศอินเดีย ในปี 2021 ที่ผ่านมา มีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 2,277 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 86,900 บาท)
หรือเฉลี่ยแล้วอยู่ที่คนละ 7,240 บาท/เดือน เท่านั้น
เทียบกับประเทศไทย ที่มีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 7,233 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 275,960 บาท)
หรือเฉลี่ยแล้วอยู่ที่คนละ 23,000 บาท/เดือน
ในขณะที่ iPhone อย่าง iPhone 14 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้
มีราคาเริ่มต้นที่ 79,900 รูปี (ราว 36,970 บาท) เลยทีเดียว..
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ชาวอินเดียนิยมแบรนด์สมาร์ตโฟนอื่น ๆ ที่มีราคาถูกกว่า เช่น
- Xiaomi ที่มีราคาขายเฉลี่ยในอินเดียอยู่ที่ 278 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10,500 บาท)
- Samsung ที่มีราคาขายเฉลี่ยในอินเดียอยู่ที่ 172 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,500 บาท)
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนไทย ถึงนิยมใช้ iPhone ?
โดย iPhone ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนมากที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่ราว 27.8%
ทั้งที่รายได้ต่อหัวของคนไทยก็ไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ที่นิยมใช้ iPhone เช่นกัน
เรื่องนี้อาจเป็นเพราะ นอกจาก iPhone จะใช้งานง่าย ใช้งานได้นาน และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว
สิ่งหนึ่งเลยที่เห็นได้ชัดคือ iPhone ไม่ได้เป็นแค่ผลิตภัณฑ์ หรือสมาร์ตโฟนที่เอาไว้ใช้งานเท่านั้น
แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ช่วยส่งเสริม “ภาพลักษณ์” ของผู้ใช้งานให้ดูดี และน่าเชื่อถือด้วย
ประกอบกับโปรโมชันจากทางธนาคารและบัตรเครดิต เช่น ผ่อนนาน 0% ทำให้คนไทยเข้าถึง iPhone ได้ง่ายขึ้น
เมื่อเทียบกับชาวอินเดีย ที่มีสัดส่วนการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากธนาคาร น้อยกว่า
2. ไม่มี Apple Store
รู้หรือไม่ว่า Apple Store ร้านค้าอย่างเป็นทางการของ Apple ตั้งอยู่ราว 518 แห่ง ใน 25 ประเทศทั่วโลก
โดยประเทศที่มี Apple Store มากที่สุด ก็หนีไม่พ้นสหรัฐอเมริกา ประเทศต้นกำเนิด ที่มี 271 แห่ง
และรองลงมาคือ ประเทศจีน ที่มี 50 แห่ง
ส่วนประเทศไทยเอง มีด้วยกัน 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่ CentralWorld และ ICONSIAM
แต่สำหรับประเทศอินเดียนั้น มีด้วยกัน “0 แห่ง”
แม้ว่า Apple ตั้งเป้าว่าจะเปิดตัว Apple Store แห่งแรกในประเทศอินเดีย ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว แต่แผนก็ถูกเลื่อนออกมาเป็นปีนี้ เนื่องจากเกิดการระบาดของโควิด 19
และเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีรายงานว่า แผนเปิดตัวก็ถูกเลื่อนอีกรอบ ไปเป็นช่วงไตรมาสแรก ของปีหน้า..
แล้วทำไมการไม่มี Apple Store ถึงส่งผลกระทบต่อยอดขาย ?
นั่นก็เพราะ Apple Store ไม่ได้เป็นเพียงหน้าร้าน ที่เน้นขายสินค้าแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ Apple Store ยังเป็นเหมือนที่จัดโชว์ผลิตภัณฑ์ ที่เปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนเข้ามาลองเล่น ลองสัมผัส
ซึ่งตรงจุดนี้เอง จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกอยากเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากขึ้น
นอกจากนี้ การมีพนักงาน ที่ถูกเทรนมาเป็นอย่างดี มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มาคอยแนะนำ
รวมถึงมีบริการหลังการขาย คือมีแนวทางในการปฏิบัติอย่างชัดเจน กรณีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เสีย
ทั้งหมดนี้ จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า
จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ถ้า Apple อยากตีตลาดในต่างประเทศ การมี Apple Store ก็จะช่วยให้ตีตลาดได้ง่ายขึ้น
แต่ที่ผ่านมา กลับไม่มี Apple Store ในประเทศอินเดีย
ในขณะที่แบรนด์อื่น ๆ มีร้านค้าอย่างเป็นทางการตั้งอยู่ทั่วประเทศ..
3. ฟังก์ชันบางอย่างยังไม่ตอบโจทย์
ย้อนกลับไป iPhone รุ่นเก่า ๆ จะพบว่า แบตเตอรี่ยังไม่อึดเท่าทุกวันนี้
อย่าง iPhone 7 ที่ดูวิดีโอได้สูงสุด 13 ชั่วโมง
เทียบกับ iPhone 14 ในปัจจุบัน ที่ดูวิดีโอได้สูงสุด 26 ชั่วโมง
สาเหตุที่แบตเตอรี่ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ก็เพราะชาวอินเดียบางคน มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน
รวมถึงต้องใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน ที่ขึ้นชื่อเรื่องรถติดที่สุดในโลกอีกหลายชั่วโมง
จึงต้องการสมาร์ตโฟนที่แบตเตอรี่อึด ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งชาวอินเดียก็มีตัวเลือกเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนอื่น ๆ ที่มากับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มากกว่า ในราคาที่ถูกกว่า
นอกจากนี้แล้ว อีกหนึ่งสาเหตุเล็ก ๆ ก็คือ เรื่องของภาษา
อย่าง Siri ที่ไม่รองรับภาษาท้องถิ่นของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็น ภาษาฮินดี, ภาษาเบงกาลี และภาษาทมิฬ
โดยจะรองรับแค่ภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดีย ที่ก็ยังมีข้อบกพร่องคือ Siri ยังไม่ค่อยเข้าใจชื่อสถานที่ หรือชื่อบุคคล ของประเทศอินเดีย เท่าที่ควร..
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงพอจะเห็นภาพรวม ๆ แล้วว่า ทำไม Apple ถึงตีตลาดอินเดียไม่สำเร็จ
ทั้งนี้ ก็ต้องบอกว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงโควิด 19 ระบาด
Apple ก็เริ่มเห็นแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีมากขึ้นในตลาดอินเดีย
เพราะยอดขาย iPhone เริ่มปรับตัวสูงขึ้น
โดยในไตรมาส 2 ปี 2565 ที่ผ่านมา Apple มียอดขาย iPhone ในประเทศอินเดีย 1.2 ล้านเครื่อง
ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตขึ้นถึง 94% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ส่วนใหญ่เป็นยอดส่งมอบ iPhone 12 และ iPhone 13 มากที่สุด
สาเหตุหลัก ๆ ที่ยอดขาย iPhone เริ่มสูงขึ้น ก็เพราะ Apple เดินหน้าแคมเปญ “Made in India” หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศอินเดีย ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี รวมถึงยังช่วยบริษัทลดต้นทุน ในเรื่องของการลดภาษีนำเข้าด้วย
นอกจากนี้ ช่วงเริ่มต้นการระบาดของโควิด 19 ในแง่หนึ่ง ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ช่วยประหยัดเรื่องค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้มากขึ้น
ชาวอินเดียส่วนหนึ่ง จึงยินดีที่จะนำเงินตรงนี้ มาซื้อ iPhone นั่นเอง
และเหตุผลสุดท้าย ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมของทุกปี
ประเทศอินเดีย จะมีเทศกาลที่จะซื้อ และมอบของขวัญให้แก่กันและกัน
ซึ่ง iPhone 12 ก็ได้ถูกนำมาจัดโปรโมชัน ในราคาต่ำกว่า 50,000 รูปี (ราว 23,000 บาท)
และมาพร้อมกับโปรโมชันเงินคืน (Cashback)
นับว่าช่วยสร้างแรงดึงดูดให้ชาวอินเดียซื้อ แล้วนำไปมอบเป็นของขวัญกันมากขึ้น
จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็พอจะสรุปได้ว่า แม้ว่า Apple จะยังตีตลาดอินเดียไม่สำเร็จ
แต่ก็ยังคงพยายามอย่างหนัก ที่จะเข้าไปครองตลาดและครองใจชาวอินเดีย
ซึ่งการที่ Apple จะเริ่มย้ายฐานการผลิต ไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไปยังอินเดียมากขึ้น
ส่วนหนึ่งนอกจากจะลดการพึ่งพาจากประเทศจีนแล้ว
ก็ยังหวังว่า อาจจะช่วยกระตุ้นยอดขายในประเทศอินเดียได้ไม่มากก็น้อย..
อ้างอิง:
-https://gs.statcounter.com/vendor-market-share/mobile/india/#monthly-202209-202209-bar
-https://thesmallbusinessblog.net/how-many-apple-stores-are-there/
-https://9to5mac.com/2022/07/28/apple-store-india/
-https://inc42.com/buzz/apples-revenue-almost-doubles-in-india-in-june-quarter
-https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-02-03/apple-makes-progress-in-india-as-iphone-sales-rise-34-to-record
-https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD?locations=IN
-https://www.forbes.com/sites/petercohan/2018/12/19/5-reasons-apples-india-strategy-is-an-epic-fail
-https://www.lawyerstech.com/why-is-apple-iphone-not-so-successful-in-india/
© 2022 Marketthink. All rights reserved.