
De La Lita แบรนด์ขนมเฮลตี้ ทำอย่างไร ? ถึงอยู่รอดใน 7-Eleven ที่เต็มไปด้วยขนมเจ้าตลาด
29 ส.ค. 2025
ถ้าใครเข้า 7-Eleven ในตอนนี้ น่าจะเคยเห็นแบรนด์ขนมชื่อว่า De La Lita (เดอ ลา ลิต้า) ผ่านตากันมาบ้าง
จริง ๆ แล้ว De La Lita เป็นขนมแบบเฮลตี้ ที่มีฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และเคยเข้า 7-Eleven มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน แต่ต้องออกจากร้านไปหลังจากผ่านไปแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น เพราะขายได้ไม่ถึงเป้า
แต่ตอนนี้ De La Lita กลับเข้ามาวางขายใน 7-Eleven อีกครั้ง และสามารถขายได้มากกว่า 500,000 ซองต่อเดือนเลยทีเดียว
ปกติแล้ว สินค้าใหม่ใน 7-Eleven จะต้องขายให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ไม่อย่างนั้นจะถูกถอดออกจากร้านไป
ดังนั้นขนมที่ขายใน 7-Eleven จึงมักจะเป็นขนมของเจ้าใหญ่ ๆ ที่อยู่มานาน และราคาเข้าถึงง่าย
สงสัยกันไหมว่า De La Lita ทำอย่างไร ถึงขายขนมเฮลตี้ ใน 7-Eleven แล้วอยู่รอดได้ในรอบนี้ ?
ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ที่ De La Lita เคยถูกถอดออกจาก 7-Eleven เมื่อ 10 ปีก่อน De La Lita ก็ได้บทเรียนสำคัญทางธุรกิจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
- ไม่ได้วางแผนทำการตลาดเพียงพอ ไม่มี Brand Awareness ทำให้ไม่มีใครกล้าซื้อสินค้าไปลองกิน
- 10 ปีที่แล้ว คนยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองในวงกว้าง De La Lita ใน 7-Eleven จึงเหมือนมาก่อนกาล ผิดที่ ผิดเวลา
- De La Lita ทำสินค้าขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถขายในราคาถูกลงได้ แต่เพราะต้นทุนที่สูงมาก ปริมาณขนมข้างในจึงน้อย จนลูกค้ามองว่าไม่คุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม De La Lita ก็ยังไม่ยอมแพ้ หลังจากทบทวนความผิดพลาดที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ก็เริ่มหันมาพัฒนาสินค้าของตัวเอง ทำการตลาดอย่างจริงจังมากขึ้น และรอเวลาที่ตลาดขนมสุขภาพจะใหญ่ขึ้น และพร้อมสำหรับขนมของ De La Lita
และนี่คือ 8 กลยุทธ์ที่ De La Lita ปรับ หลังจากได้เรียนรู้ จากการเข้า 7-Eleven ครั้งแรก
1. ยึดมั่นในจุดยืนของแบรนด์
จุดยืนของ De La Lita คือ ต้องอร่อยและใช้วัตถุดิบธรรมชาติมากที่สุด ต้องให้ความสุขกับคนที่ได้กินขนม เพราะสุดท้ายแล้ว การขายของกินนั้น สินค้าต้องอร่อยถึงจะเกิดการซื้อซ้ำ
2. พัฒนาขนมที่หลากหลาย เพื่อความต้องการที่แตกต่าง
มีการพัฒนาขนมที่ทำจากวัตถุดิบต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการและความชื่นชอบที่หลากหลายของลูกค้า จนปัจจุบัน De La Lita มีไลน์สินค้าอีกหลายอย่าง เช่น
- Almond Chips ที่ทำจากอัลมอนด์ ไม่ทอด
- Ugly Pea ทำจากถั่วลันเตาบดขึ้นรูป ไม่มีแป้ง
- Bean Chips ทำจากถั่ว 3 ชนิด
- Corn Chips ทำจากข้าวโพด 100%
- Whole Wheat Chips ที่หลายคนรู้จักดี
- Ugly Pea ทำจากถั่วลันเตาบดขึ้นรูป ไม่มีแป้ง
- Bean Chips ทำจากถั่ว 3 ชนิด
- Corn Chips ทำจากข้าวโพด 100%
- Whole Wheat Chips ที่หลายคนรู้จักดี
3. ปรับขนาดสินค้าให้เหมาะสม กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
เพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปวางขายในช่องทางต่าง ๆ ที่เข้าถึงและเหมาะกับพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านกาแฟ ร้านสุขภาพ โรงเรียน โรงแรม ฟิตเนส และส่งออก ทำให้แบรนด์มีฐานลูกค้ากว้างมากขึ้นตามไปด้วย
4. ปรับภาพลักษณ์และการสื่อสารใหม่ ให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น
หลังโควิด สังคมในวงกว้าง เปลี่ยนมาให้ความสนใจสินค้าสุขภาพมากขึ้น De La Lita จึงเริ่มปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ จากแบรนด์ขนมสุขภาพที่ดูน่าเบื่อ เป็นแบรนด์ที่ให้มูดสนุกสนาน เป็นกันเองมากขึ้น รวมทั้งปรับแพ็กเกจจิงให้มีสีสัน สวยงาม สดใสมากขึ้น
5. ทำโฆษณาเพื่อสื่อสารเรื่อง Branding เป็นวงกว้างและให้เกิดการจดจำ
De La Lita ทำโฆษณาสั้น 3 ชิ้น ผ่าน Tagline ว่า De La Lita “ไม่เป็นไร กินได้ กินเลย” เพื่อตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ ว่าเป็นขนมที่สามารถสร้างความสุขได้ในทุกช่วงเวลาของชีวิตประจำวัน ตอนที่กินก็อร่อย กินเสร็จแล้วก็ไม่รู้สึกผิดทีหลัง
6. ทำ Social Media Marketing
มีการทำคอนเทนต์วิดีโอบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั้งใน TikTok และ Instagram โดยปรับมูดให้สนุก เข้าใจง่าย สมกับเป็นแบรนด์ขนมที่ทุกคนเอนจอยได้
7. ใช้อินฟลูเอนเซอร์มาช่วยโปรโมตสินค้า (Influencer Marketing)
De La Lita ได้ร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์หลากหลายสาย ทั้งสายกิน สายสุขภาพ สายคุณแม่ยุคใหม่ และสายไลฟ์สไตล์ เพราะแบรนด์มองว่าขนมของ De La Lita เป็นขนมที่อร่อยได้สำหรับทุกคน
8. สร้าง Offline Interaction ด้วยการทำ Event Marketing
De La Lita ทำ Event Marketing อย่างต่อเนื่อง ด้วยการไปแจกขนมที่งานอิเวนต์ต่าง ๆ เช่น Run Club เพราะคนส่วนมากยังมองว่าขนมเฮลตี้ต้องไม่อร่อย การแจกให้ชิมในงานจึงทำเพื่อให้เกิดการเปิดใจทดลองกิน ทั้งยังเป็นการสร้าง Connection กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสนิทกับแบรนด์มากขึ้นด้วย
กลยุทธ์ทั้งหมดนี้ ถ้าให้สรุปง่าย ๆ ก็คือการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ (Brand Awareness) นั่นเอง และเมื่อคนได้รู้จักและลองกินขนมแล้ว ถ้าขนมถูกใจ ก็จะเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก (Word of Mouth)
และยังกระตุ้นให้ลูกค้าทำ UGC หรือ User Generated Content ด้วย
ซึ่งคอนเทนต์ UGC เหล่านี้ ก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่ง ที่ทำให้เกิดลูกค้าใหม่ ๆ เพราะคำรับรองของลูกค้าเก่า
จะทำให้ลูกค้าใหม่มั่นใจว่า สินค้าดี มีคุณภาพ ซึ่งเป็นการอาศัยจิตวิทยาการตลาดที่เรียกว่า Social Proof
ส่งผลให้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นและกลายเป็น Community ที่ทั้งแบรนด์และลูกค้าต่างก็มีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น
และทำให้ชื่อแบรนด์ De La Lita นี้ เข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าทุกคนที่ได้ลองชิมขนมแบรนด์นี้ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยจำนวนขนมที่ De La Lita ขายได้ใน 7-Eleven ตอนนี้ มากกว่า 500,000 ซองต่อเดือน
แต่ถ้ารวมทุกช่องทางที่ขายแล้ว De La Lita ขายขนมได้เกือบ 1 ล้านซองต่อเดือนเลยทีเดียว
ซึ่งผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ ก็มาจากการศึกษาและปรับตัวตามตลาด ทำการตลาดโปรโมตอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพ หลากหลาย ภายใต้จุดยืนเรื่องความอร่อยและวัตถุดิบที่ดีของแบรนด์นั่นเอง
และนั่นก็ทำให้ De La Lita ยืนระยะใน 7-Eleven มาได้จนถึงตอนนี้ แม้ว่าจะเป็นขนมที่มีลูกค้าเฉพาะกลุ่มก็ตาม
#DeLaLita #DeLaLitaSnacks
__________________
อ้างอิง :
- ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คุณณัฐวดี เลิศรัตนชัยกิจ เจ้าของแบรนด์ De La Lita
- Company Snapshot ของบริษัท โฮมเฟรช อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง จำกัด
- ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คุณณัฐวดี เลิศรัตนชัยกิจ เจ้าของแบรนด์ De La Lita
- Company Snapshot ของบริษัท โฮมเฟรช อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง จำกัด
Tag:De La Lita