
บทเรียนธุรกิจยุค AI จาก Microsoft ใส่ฟีเชอร์ AI ใน Windows มากไป จนถูกเรียกว่า “Microslop”
18 ม.ค. 2026
Microsoft หนึ่งในบริษัทระดับโลก ที่เคยเป็นผู้นำทางด้าน AI ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ล่าสุด Microsoft เพิ่งจะถูกตั้งฉายาจากคนทั่วโลกให้เป็น Microslop ซึ่งเป็นการเล่นคำจากคำว่า AI Slop ซึ่งหมายถึงคอนเทนต์คุณภาพต่ำที่สร้างขึ้นด้วย AI
แล้วทำไม Microsoft จึงถูกเรียกว่า Microslop ?
MarketThink จะอธิบายให้อ่านกันในโพสต์นี้
MarketThink จะอธิบายให้อ่านกันในโพสต์นี้
คำว่า Slop เป็นคำที่มีความหมายดั้งเดิมหลายความหมาย ตั้งแต่ “โคลนอ่อน”, “ขยะ” และ “ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าน้อย”
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคำว่า Slop เริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในยุคของ AI
โดยได้รับการจัดให้เป็นคำศัพท์แห่งปี 2025 จาก Merriam-Webster
หมายถึง คอนเทนต์คุณภาพต่ำบนโลกออนไลน์ ที่สร้างขึ้นโดยง่ายด้วย AI ปรากฏอยู่ทั่วโซเชียลมีเดีย และเป็นต้นตอของ Fake News
หมายถึง คอนเทนต์คุณภาพต่ำบนโลกออนไลน์ ที่สร้างขึ้นโดยง่ายด้วย AI ปรากฏอยู่ทั่วโซเชียลมีเดีย และเป็นต้นตอของ Fake News
ซึ่งจากความหมายของคำว่า Slop ของ Merriam-Webster ก็มีความเชื่อมโยงกับสาเหตุที่ทำให้ Microsoft ถูกเรียกว่าเป็น Microslop
ก็เป็นเพราะแนวทางการทำธุรกิจและการตลาดของ Microsoft ที่พยายามผลักดัน AI เข้ามาอยู่ในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์และบริการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Microsoft Windows ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Microsoft พยายามนำฟีเชอร์ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ Windows มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น
- การนำ Copilot เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Windows ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้ Copilot ได้แบบง่าย ๆ
- ฟีเชอร์ Recall ที่ใช้ AI คอยเก็บภาพหน้าจอของผู้ใช้งานอยู่เบื้องหลัง เพื่อย้อนกลับไปดูการใช้งานคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ตลอดเวลา
- ฟีเชอร์ AI อื่น ๆ ที่อยู่ในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Edge, Paint หรือ AI ในหน้าเมนูการตั้งค่าของเครื่องคอมพิวเตอร์
แต่เรื่องนี้กลับทำให้ผู้ใช้งาน Windows ทั่วโลกไม่พอใจ จนเรียก Microsoft ว่า “Microslop”
เพราะในมุมหนึ่ง ฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows แม้จะเป็นการสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน เพราะสามารถเรียกใช้ฟีเชอร์ AI ได้แบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows เหล่านี้ กลายเป็นฟีเชอร์ที่กินทรัพยากรการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ และส่งผลกระทบกับผู้ใช้งาน
จากการทดสอบของสื่อทางด้านเทคโนโลยีหลายแห่งพบว่า ฟีเชอร์ด้าน AI ใช้แรมของเครื่องคอมพิวเตอร์ราว ๆ 3 กิกะไบต์เลยทีเดียว
แถมผู้ใช้งาน Windows ยังไม่สามารถปิดระบบ AI บน Windows ด้วยตัวเองได้เลย
แล้วถ้าถามว่า ทำไมฟีเชอร์ AI ที่อยู่บน Windows ถึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก จน Microsoft ถูกเรียกว่าเป็น Microslop
หากวิเคราะห์ในมุมการตลาดแบบง่าย ๆ จะพบว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคำว่า “การตลาดแบบหว่านแห” และ “พฤติกรรมของผู้บริโภค” นั่นเอง
อธิบายง่าย ๆ ได้ว่า ในโลกของการตลาด ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความต้องการไม่เหมือนกัน ผู้ใช้งาน Windows ก็เช่นเดียวกัน
ผู้ใช้งาน Windows มีทั้ง ผู้ใช้งานทั่วไป นักเรียน นักศึกษา คนทำงานออฟฟิศ ไปจนถึงคนทำงานระดับมืออาชีพ เช่น งานตัดต่อ แต่งเพลง ทำกราฟิก หรืองานคำนวณยาก ๆ
การนำฟีเชอร์ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Windows เป็นเหมือนการทำการตลาดแบบหว่านแห ทำให้มีทั้งผู้บริโภคที่ชอบและไม่ชอบใช้งาน AI บน Windows ตัวอย่างเช่น
- ผู้ใช้งาน Windows ที่เป็นคนทั่วไป อาจชอบ เพราะสามารถใช้ AI ได้ทันที ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่ม
- ผู้ใช้งาน Windows ระดับมืออาชีพ อาจไม่ชอบ เพราะ AI เข้ามากินทรัพยากรการประมวลผลของเครื่อง และมองว่า AI ตัวอื่นตอบโจทย์กับการทำงานของตัวเองมากกว่า
แม้จะต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเองก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้ใช้งานกลุ่มนี้
การนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Windows จึงไม่ต่างอะไรจากการทำการตลาดแบบหว่านแห แม้ว่าความต้องการของผู้ใช้งาน Windows แต่ละกลุ่มจะต่างกัน
ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้ Microsoft ถูกเรียกว่า Microslop จากผู้ใช้งานทั่วโลก และเป็นบทเรียนทางการตลาดที่น่าสนใจ ให้แบรนด์ต่าง ๆ นำไปใช้ได้เช่นกัน