สรุปดรามา Starbucks เกาหลีใต้ ใช้ AI คิดการตลาด แต่พังไม่เป็นท่า จน CEO โดนไล่ออก

สรุปดรามา Starbucks เกาหลีใต้ ใช้ AI คิดการตลาด แต่พังไม่เป็นท่า จน CEO โดนไล่ออก

29 พ.ค. 2026
ล่าสุด คนที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางด้านการตลาด น่าจะเห็นถึงดรามาที่กำลังเกิดขึ้นกับ Starbucks ในประเทศเกาหลีใต้
ที่ร้ายแรงจนถึงขั้นผู้บริหารใหญ่ระดับ CEO ของ Starbucks ประเทศเกาหลีใต้ ต้องลาออก โดยต้นเหตุเกิดจากการใช้ AI อย่างไม่ระมัดระวัง
แล้วเรื่องนี้มีรายละเอียดอย่างไร ? รวมถึงมีอะไรที่เราสามารถเรียนรู้ เพื่อที่จะไม่ทำพลาดแบบนี้
MarketThink สรุปให้อ่านกันอย่างละเอียด
Starbucks ในประเทศเกาหลีใต้ ใช้ AI ช่วยคิดแคมเปญการตลาด
แม้อ่านดูแล้วจะดูธรรมดา และไม่น่าจะเกิดดรามาใด ๆ ได้ เพราะตอนนี้เราก็ต่างใช้ AI ช่วยทำงาน คิดวิเคราะห์ หาไอเดียต่าง ๆ กันเป็นเรื่องปกติ
โดยทีมการตลาดของ Starbucks ในประเทศเกาหลีใต้ ได้จัดแคมเปญการตลาด เพื่อโปรโมตกระบอกน้ำใหม่ที่ใส่น้ำได้เยอะมาก ชื่อรุ่นว่า Tank Tumbler ซึ่งจะมีกำหนดการวางขายในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้
ทีมการตลาดของ Starbucks จึงได้ใช้ AI ช่วยคิดแคมเปญการตลาด เพื่อโปรโมต Tank Tumbler นี้โดยเฉพาะ
แม้จะไม่มีรายละเอียดว่าทีมการตลาดของ Starbucks มีการ Prompt ให้ AI อย่างไร รวมถึงได้นำไอเดียที่ได้จาก AI มาใช้ทั้งหมดหรือไม่
แต่ที่แน่ ๆ ปัญหาก็เกิดขึ้นกับแคมเปญนี้ของ Starbucks ประเทศเกาหลีใต้
ในเดือนพฤษภาคม เป็นเดือนที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองที่สำคัญของประเทศเกาหลีใต้
เพราะวันที่ 18 พฤษภาคม เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 1980
ที่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีการใช้รถถังปราบปรามผู้ประท้วง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
ซึ่งในแคมเปญโปรโมต Tank Tumbler รุ่นใหม่นี้ จัดขึ้นในช่วงวันที่ 15-26 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ที่เมืองกวางจู เมื่อหลายสิบปีก่อนพอดี
โดยในแคมเปญนี้ ได้ใช้คำว่า Tank ซึ่งแปลว่ารถถัง และใช้คำว่า Tank Day กับการจัดกิจกรรมการตลาด การจัดโปรโมชัน ที่ใช้โปรโมตกระบอกน้ำ Tank Tumbler โดยเฉพาะ
ผลที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนชาวเกาหลีใต้จำนวนมากเกิดความไม่พอใจ เพราะดูเหมือนว่าแคมเปญนี้จะไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 1980 แบบเต็ม ๆ
และมองว่า Starbucks ในประเทศเกาหลีใต้ ไม่รู้จักกาลเทศะ ละเลยประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของประเทศชาติ และเป็นการดูหมิ่นเหยื่อในเหตุการณ์ดังกล่าว
รวมถึงแคมเปญการตลาดเดียวกันนี้ ยังมีการใช้สโลแกนที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Tak on the Table !” หรือวางลงบนโต๊ะด้วยเสียงดังทัก (Tak) เพื่อสื่อถึงเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ
แต่คำว่า Tak ในเกาหลีใต้ยังเป็นเหมือนคำต้องห้าม
เพราะไปพ้องกับเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงของตำรวจต่อประชาชนขณะทำการสืบสวนในปี 1987 อีกด้วย
จุดนี้เอง ที่ยิ่งทำให้ประชาชนในเกาหลีใต้ เกิดความไม่พอใจต่อแคมเปญการตลาดของ Starbucks ไปกันใหญ่
แม้ว่า Starbucks ประเทศเกาหลีใต้ จะออกมาบอกว่า แคมเปญนี้มีการใช้ AI ช่วยคิดไอเดีย โดยไม่ได้มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในปี 1980 และ 1987 เลยก็ตาม
แต่กว่าที่ Starbucks ประเทศเกาหลีใต้ จะรู้ตัวว่าแคมเปญการตลาดนี้ อาจไม่เหมาะสม และกระทบกระเทือนจิตใจของประชาชน แคมเปญนี้ก็ถูกอนุมัติ และมีการเริ่มแคมเปญการตลาดไปเรียบร้อยแล้ว
ที่น่าสนใจคือ จากการรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุว่าผู้ที่มีหน้าที่อนุมัติการทำแคมเปญการตลาด จำนวน 7 คน มีการอนุมัติทั้งที่ไม่ได้เปิดไฟล์แนบในอีเมลเลยด้วยซ้ำ..
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดกระแสการแบน Starbucks ในประเทศเกาหลีใต้ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น
- การแบน Starbucks และหันไปสนับสนุนร้านกาแฟ หรือเชนกาแฟท้องถิ่น ซึ่งมีความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของประเทศมากกว่า
- ลบแอปพลิเคชัน และพยายามถอนเงินออกจากบัตรเติมเงิน Starbucks
- เลิกสะสมสินค้าต่าง ๆ ของ Starbucks เช่น แก้วน้ำ กระบอกน้ำ หรือสินค้าพิเศษอื่น ๆ ที่เคยได้รับความนิยมในกลุ่มคนชอบสะสม
- มีการวางดอกไม้เพื่อไว้อาลัย เป็นการแสดงสัญลักษณ์ และการติดป้ายประท้วง ที่หน้าร้าน Starbucks สาขาต่าง ๆ ในประเทศเกาหลีใต้
- หน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่ง ประกาศแบน Starbucks ไม่ซื้อเครื่องดื่มเข้ามารับรองในห้องประชุม โดยจะหันไปซื้อเครื่องดื่มจากแบรนด์อื่นเป็นการทดแทน
ยิ่งกว่านั้นคือ ตอนนี้ CEO ของ Starbucks ประเทศเกาหลีใต้ ถูกปลดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รวมถึงยังทำให้ คุณ Chung Yong-jin ประธานของ Shinsegae Group หนึ่งในแชโบล ที่เป็นเจ้าของ Starbucks ในประเทศเกาหลีใต้ ในสัดส่วน 67.5% ต้องออกมาโค้งคำนับเพื่อขอโทษต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
และขอให้ประชาชน อย่าระบายความโกรธกับพนักงานที่หน้าร้าน Starbucks เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดของฝ่ายบริหารแต่เพียงฝ่ายเดียว
ทีนี้ถ้าถามว่า บทเรียนที่ได้จาก Starbucks ประเทศเกาหลีใต้คืออะไร ?
แม้ในตอนนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Starbucks ประเทศเกาหลีใต้จะยังไม่จบ และยังไม่มีใครรู้ว่าการแบน Starbucks ในประเทศเกาหลีใต้ จะลุกลามไปมากกว่านี้อย่างไร
แต่บทเรียนสำคัญที่ได้จาก Starbucks ประเทศเกาหลีใต้ก็คือ AI ไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของการตลาด เพราะ AI ไม่มีความเป็นมนุษย์ ขาดการเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์จริง
เราสามารถใช้ AI ช่วยทำงาน หาไอเดียได้ แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีการตรวจสอบและพิจารณาผลลัพธ์ที่ได้จาก AI อย่างรอบคอบก่อนนำไปใช้จริง..
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.