
สรุป 5 เทคนิค Neuromarketing วิธีขายของ ให้ถูกใจสมองลูกค้า จากงาน DSME2026
25 ส.ค. 2026
ในงาน Digital SME Conference Thailand 2026 มีเซสชันหนึ่งที่น่าสนใจชื่อว่า Mind Hack for Growth: Aligning Neuroscience and Nudge to Boost Conversion
บรรยายโดยนายแพทย์อุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์ระบบประสาทและสมอง และคุณภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล Co-founder, Nudge Thailand
แล้วเซสชันนี้ มีอินไซต์การตลาดอะไรน่าสนใจบ้าง ?
1. รู้จักสมองส่วน Amygdala
Amygdala เป็นส่วนหนึ่งของสมอง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประมวลผลอารมณ์ โดยเฉพาะความกลัว ความโกรธ ความตื่นตระหนก และการตอบสนองเพื่อเอาชีวิตรอดในยามคับขัน
ซึ่งคุณหมออุเทนก็บอกว่า สมองส่วนนี้มักจะทำงานอยู่เหนือเหตุผล และตลอดระยะเวลาที่มนุษย์วิวัฒนาการมาหลายหมื่นปี สมองส่วนนี้ก็แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
และนักการตลาดมักจะนำจุดนี้มาใช้ประโยชน์ด้วยการกระตุ้นสมองส่วน Amygdala ให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์และใช้เหตุผลน้อยลง
2. สมองมี 2 ระบบ
สมองมนุษย์มี 2 ระบบ คือ ระบบคิดเร็วที่เน้นอารมณ์นำ และระบบคิดช้าที่เน้นการคิดและใช้เหตุผล
ทีนี้นักการตลาดต้องเข้าใจสินค้าของตัวเองให้ได้ว่า ลูกค้าของเราตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยวิธีไหน เพราะสินค้าที่เน้นใช้อารมณ์ซื้อและสินค้าที่เน้นใช้เหตุผลซื้อจะใช้วิธีขายต่างกัน
ตัวอย่างเช่น ร้านขายสมาร์ตโฟนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จะแบ่งสมาร์ตโฟนออกเป็น 2 กลุ่ม และใช้เทคนิคการขายคนละแบบ เช่น
- Apple และ Samsung เป็นสมาร์ตโฟนแบรนด์ดังที่ทุกคนรู้จัก
จะมีแท็กหรือคำโปรยว่า “สินค้าใหม่”, “สินค้าฮิตติดเทรนด์” หรือหน้าคนดัง เช่น ลิซ่า BLACKPINK ที่เป็นพรีเซนเตอร์มาแปะประกอบ กระตุ้นให้คนซื้อโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
- สมาร์ตโฟนแบรนด์อื่น ๆ ในหน้าเว็บไซต์ขาย จะมีฟิลเตอร์สำหรับกรองช่วงราคา สเปก และหน้าเว็บไซต์สำหรับเปรียบเทียบสเปกและความคุ้มค่า
เพราะสมาร์ตโฟนเหล่านี้ลูกค้ามักซื้อด้วยเหตุผลว่า สเปกที่ให้มาสูงมาก ๆ ในราคาที่ถูกกว่านั่นเอง
3. วิธีทำให้ลูกค้าใช้อารมณ์ซื้อ มากกว่าใช้เหตุผล
- ทำให้คุณค่าของสินค้าโดดเด่น เช่น ทำสินค้าออกมาให้เปรียบเทียบ 3 แบบ และทำให้ 1 แบบที่เราต้องการขายดูคุ้มค่ามากที่สุดในราคาที่จับต้องได้ เพื่อให้ลูกค้าไม่รู้สึกเสียเปรียบ
- ใช้ Social Proof ลดความไม่มั่นใจ เช่น เอารีวิวสินค้าจากลูกค้าคนอื่นมาแปะ มีสัญลักษณ์ “Recommend” หรือ 5 ดาว
- เปลี่ยนกรอบการมองราคา เช่น แทนที่จะตั้งราคา 100 บาท ลองตั้งราคา 99 บาทแทน
- เอาความกลัวเสียโอกาสมาใช้ เช่น แปะป้าย Limited Edition หรือ Limited Offer แต่ข้อควรระวังคือห้ามโกหกลูกค้าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นความน่าเชื่อถือของแบรนด์จะหายไปในทันที
4. การกระตุ้นความสนใจ ผ่าน Eye-Catching
การดึงดูดสายตาของมนุษย์ทำได้ง่าย ๆ หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น
- อารมณ์ เช่น ภาพคนกำลังยิ้ม ดีใจสุดขีด โกรธสุด ๆ จะดึงดูดสายตาได้ดีกว่าภาพคนที่มีใบหน้าเรียบเฉย
- การเคลื่อนไหว เช่น รถที่กำลังวิ่งแล้วภาพพื้นหลังเบลอ ๆ ดึงดูดสายตาได้ดีกว่ารถที่จอดนิ่ง ๆ
- ตำแหน่ง เช่น ตัวหนังสือตรงกลางภาพที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ย่อมดึงดูดสายตาได้ดีกว่าตัวหนังสือที่อยู่มุมซ้ายของรูปและมีขนาดเล็กจนต้องเพ่งมอง
- ความขัดแย้ง เช่น รูปภาพที่ทั้งรูปมีแต่ผู้ชาย สายตาจะไม่มีจุดโฟกัส แต่ถ้ามีผู้หญิงเพิ่มในรูปอีก 1 คน ผู้หญิงคนนั้นจะดึงดูดสายตาได้ในทันที
5. งานวิจัยเกี่ยวกับสมองส่วน “Insula”
คุณหมออุเทนเล่าว่า มีงานวิจัยเกี่ยวกับสมองส่วน “Insula” ที่น่าสนใจคือ จริง ๆ แล้วมนุษย์มีความอยากซื้อสินค้าในตัวเองอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ซื้อเพราะพวกเขาถูกสมองส่วน Insula ยับยั้งความคิดอยากจะซื้อเอาไว้
โดยสมองส่วน Insula คือ สมองส่วนที่ประเมินความรู้สึกเจ็บปวด ความเสี่ยง และความไม่คุ้มค่า
ดังนั้น ถ้าใครอยากขายสินค้าได้ ห้ามไปกระตุ้นสมองส่วน Insula ของลูกค้าโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ลูกค้าปิดกั้นความรู้สึกอยากได้สินค้าทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งได้แก่
- Price Sensitive Pain
ถ้าสินค้าราคาแพงเกินไป มองแล้วไม่คุ้มค่า ลูกค้าก็ไม่อยากซื้อ
วิธีแก้คือ ห้ามลดราคาสินค้า แต่ให้หาวิธีเปลี่ยนมุมมองที่ลูกค้ามองราคา เช่น “แพ็กเกจดูหนังออนไลน์ 2 จอ ราคา 5,999 บาท/ปี” แบบนี้ลูกค้าไม่ซื้อแน่นอนเพราะดูแพงมาก ๆ
แต่ถ้าเพิ่มประโยคว่า “เฉลี่ยเพียง 250 บาท/เดือน/จอ ดูได้ 2 จอพร้อมกัน” แบบนี้จะดูถูกลงมาทันที
และถ้าเพิ่มออปชัน “ผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน” ลูกค้าก็ตัดสินใจซื้อง่ายยิ่งขึ้นไปอีก
- Uncertainty Pain
เช่น สินค้าที่ให้รายละเอียดไม่ชัดเจน ข้อมูลไม่ครบ เงื่อนไขการรับประกันซับซ้อน นโยบายไม่ชัด หรือมีข้อมูลที่ลูกค้าต้องคิดเยอะมากเกินไป
สมองจะตีความว่า “เสี่ยง” และปิดประตูซื้อทันที
- Fairness Pain
เช่น โปรโมชันให้ไม่เท่าเทียม อย่างค่ายมือถือแต่ละค่ายที่ง้อลูกค้าไม่เท่ากัน พอใครคิดจะย้ายค่ายก็ให้โปรโมชันดีกว่า คุ้มกว่า แต่ไม่ให้โปรโมชันเดียวกันกับลูกค้าคนอื่น ๆ แบบนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่แฟร์
หรือมีการปฏิบัติสองมาตรฐานหรือปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันระหว่างลูกค้าเก่ากับลูกค้าใหม่ ที่ลูกค้าใหม่ได้โปรโมชันดี ๆ เยอะมาก แต่ลูกค้าเก่ากลับไม่ได้อะไรเลย ทั้งที่อุดหนุนมาตลอด
แบบนี้ทำให้สมองตีความว่า “รับไม่ได้” ก็ทำให้ลูกค้าไม่ซื้อและหันไปซื้อกับแบรนด์อื่นได้เช่นกัน
- Identity Pain
คือ การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ไม่ใช่ที่ของฉัน” เช่น การแบ่งแยกว่า “ใครซื้อสินค้าฉันไม่ได้ แสดงว่าไม่ใช่ลูกค้าของฉัน” ซึ่งเป็นการทำให้ลูกค้ารู้สึกด้อยค่า
หรือการขายแบบกดดันหรือพูดตัดสินลูกค้า เช่น พนักงานขายตามบูทบอกลูกค้าว่า “ลูกค้าหน้าดูไม่โอเคมากเลยนะคะ จะไม่ทำหน่อยเหรอคะ” หรือ “ลูกค้าไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเหรอคะ”
การพูดแบบนี้แม้จะพูดโน้มน้าวให้ลูกค้าเห็นปัญหา แต่ก็เป็นการกดดันลูกค้าไปด้วย จนอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ดีได้เช่นกัน
อ้างอิง :
- เซสชัน Mind Hack for Growth: Aligning Neuroscience and Nudge to Boost Conversion จากงาน Digital SME Conference Thailand 2026
- เซสชัน Mind Hack for Growth: Aligning Neuroscience and Nudge to Boost Conversion จากงาน Digital SME Conference Thailand 2026