
สรุป ความสามารถ “Muse” AI Agent ของ Meta ทำงานแทนเราได้ เหมือนมี JARVIS ส่วนตัว
24 ก.ย. 2026
เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา Meta เพิ่งเปิดตัว Muse ที่ตอนนี้กลายเป็น AI Agent ที่มาแรงมาก ๆ ในสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดดาวน์โหลดอันดับ 1 บน App Store
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ Meta เคยได้ชื่อว่าเป็นบริษัท ที่อาจกำลังตกขบวนเทคโนโลยี AI และไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากเท่าไรนัก
แล้ว Muse จะมีรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างไร รวมถึงทำอะไรได้บ้าง ? MarketThink สรุปให้อ่านในโพสต์นี้..
1. Muse เป็น Personal AI Agent ตัวใหม่ของ Meta
ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมานี้เอง โดย Meta บอกว่า Muse ไม่ได้เป็นเพียง AI Agent ธรรมดา แต่เป็น Personal AI Agent ที่สามารถรับคำสั่งจากผู้ใช้ แล้วไปลงมือทำอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเอง แบบ 24/7 โดยไม่ต้องเฝ้า หรือเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้
หรือหากเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็เหมือนกับเรามี JARVIS เป็นผู้ช่วยส่วนตัวนั่นเอง
รายละเอียดเบื้องหลังของ Muse คือทำงานผ่าน Muse Secure Virtual Machine ซึ่งเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่จำลองบน Cloud เฉพาะของ Meta มีพื้นที่เก็บข้อมูลและเว็บเบราว์เซอร์เป็นของตัวเอง
ซึ่งเราสามารถใช้งาน Muse ได้ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ Muse .ai รวมถึง Muse Charm อุปกรณ์ AI ที่ Meta เพิ่งเปิดตัวไป
โดยในตอนนี้ Meta ได้เริ่มเปิดให้ใช้ Muse เฉพาะในสหรัฐอเมริกาก่อน แล้วจะขยายการให้บริการไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทยในอนาคต
แต่เราสามารถกดลงทะเบียนเป็น Waiting List ไว้ได้ก่อน เพื่อให้ Meta ส่งการแจ้งเตือน เมื่อ Muse เปิดให้ใช้งานในประเทศไทย
และที่สำคัญคือ ในช่วงระยะแรก เราสามารถใช้ Muse ได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน แต่ Meta ก็บอกว่าในอนาคตจะเพิ่มแพ็กเกจแบบ Subscription เพื่อให้สามารถใช้ Muse ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลง หรือมีความสามารถเพิ่มขึ้นอีกด้วย
2. สำหรับความสามารถหลัก ๆ ของ Muse มีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง
ตั้งแต่การเปิดเว็บไซต์ คลิก กรอกแบบฟอร์ม ค้นหา เพื่ออ่าน และเปรียบเทียบข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต แล้วจึงทำหน้าที่เป็น AI Agent ที่ทำงานต่าง ๆ แทนเรา
โดยสามารถวางแผน และเปลี่ยนคำสั่งที่เราให้ไป ให้กลายเป็นโจทย์ย่อย ๆ หลายโจทย์ แล้วค่อยทำตามโจทย์นั้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
และหากงานที่เราให้ทำเป็นเรื่องละเอียดอ่อน Muse ก็จะขออนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อความปลอดภัย
ซึ่งตัวอย่างการใช้งานจริงของ Muse ที่ Meta ยกตัวอย่าง ก็อย่างเช่น
- การนำสูตรอาหารที่อยู่บน Instagram มาให้ Muse สร้างเป็นรายการซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อจัดเตรียมงานเลี้ยง
ทั้งยังทำตามความต้องการด้านอาหารของผู้เข้าร่วมงาน และส่งคำเชิญไปยังผู้เข้าร่วมงานได้ทันทีในขั้นตอนเดียว
- การจัดการอีเมล โดยให้ Muse อ่านอีเมลทั้งหมดใน Inbox แล้วสรุปออกมาเป็นสิ่งที่เราต้องทำต่อ
หรือจะให้ Muse ส่งอีเมลหาผู้อื่นแทนเราก็ทำได้ เพียงแต่ต้องมีการขออนุญาตก่อนเสมอ
- การจัดทริปท่องเที่ยว ที่ Muse สามารถทำได้ตั้งแต่การหาข้อมูล วางแผน เพื่อทำแพลนการท่องเที่ยวอย่างละเอียด
และที่สำคัญคือ Muse สามารถจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และร้านอาหาร ตามความต้องการที่เรากำหนดไว้ได้
- ควบคุมคอมพิวเตอร์ Mac ของเราได้ ทำให้เราสามารถสั่งให้ Muse ทำงาน คลิกเมาส์ อ่านข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่บนหน้าจอแทนเราได้ โดยไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
- นอกจากนี้ Muse ยังมีอีเมลเป็นของตัวเอง ทำให้เราสามารถ Forward อีเมลที่เราได้จากคนอื่น เพื่อให้ Muse ทำงานต่อได้
3. นอกจากนี้ Muse ยังสามารถเชื่อมต่อกับบริการภายนอกได้
กลายเป็น Ecosystem ที่ทำให้ Muse เข้าใจบริบท และทำงานต่อได้เก่งขึ้น เช่น
- ด้านการซื้อสินค้า ได้แก่ Walmart, Best Buy, Sephora, Michael Kors และ Shopify
- ด้านบริการทางการเงิน ได้แก่ PayPal, Stripe Link และ Shop Pay
- ด้านการทำงาน ได้แก่ GitHub และ Notion
- ด้านความบันเทิง ได้แก่ Spotify
และคาดว่าจะมีบริการภายนอกที่เชื่อมต่อกับ Muse เพิ่มเติมในอนาคต
4. ตอนนี้ Muse กลายเป็น AI Agent ที่มาแรงมาก ๆ
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ Muse เปิดให้บริการเป็นประเทศแรก มียอดดาวน์โหลดอันดับ 1 ทั้งใน App Store และ Google Play
และมียอดดาวน์โหลดไปแล้วเกือบ 2,500,000 ครั้ง ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์
รวมถึงมีรีวิวจากผู้ใช้งานจริง ที่บอกว่า Muse สามารถทำงานเป็น AI Agent ได้ตามที่ระบุไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความผิดพลาด ที่เกิดจากการทำงานของ Muse เช่นกัน
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการใช้งาน AI Agent ในยุคนี้ ที่ผู้ใช้งานต้องคอยตรวจสอบการทำงานของ AI Agent อยู่เสมอ