
เช็กลิสต์ 9 ข้อ ทำอย่างไร ให้ได้ป้าย “ร้านแนะนำ” บน Shopee หลังอัปเดตกฎใหม่
15 ก.ย. 2026
ล่าสุด Shopee ประกาศเกณฑ์ใหม่ สำหรับร้านค้าที่อยากได้ป้าย “ร้านค้าแนะนำ” ซึ่งมีดีเทลค่อนข้างเยอะ และเริ่มปรับใช้จริงเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
โดยร้านค้าที่ได้ป้ายแนะนำก็จะได้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากแพลตฟอร์มโดยตรง เช่น
- ป้าย “ร้านค้าแนะนำ” บนไอคอนของร้าน
- ลงขายสินค้าในร้านค้า ได้มากกว่าปกติ
- มีสิทธิ์ในการ Broadcast โปรโมชันต่าง ๆ ถึงลูกค้าได้ฟรี
- ลงขายสินค้าในร้านค้า ได้มากกว่าปกติ
- มีสิทธิ์ในการ Broadcast โปรโมชันต่าง ๆ ถึงลูกค้าได้ฟรี
ทำให้ส่วนใหญ่แล้วคนที่เขาจริงจังกับการทำ Shopee จะอยากให้ร้านของตัวเองมีป้ายนี้
แล้วถ้าอยากได้ป้ายร้านแนะนำบ้าง ต้องทำอย่างไร ตามเกณฑ์ล่าสุดของ Shopee ?
1. ร้านค้าต้องมี “ยอดขายต่อเดือน” ไม่น้อยกว่า 100 คำสั่งซื้อ หรือมีมูลค่าของคำสั่งซื้อรวมกัน 30,000 บาท
ซึ่งยอดทั้งหมดจะไม่นับรวมกับคำสั่งซื้อที่ถูกยกเลิก หรือคำสั่งซื้อที่ลูกค้าขอคืนเงิน คืนสินค้า
2. ร้านค้าต้องมีผู้ซื้อที่ไม่ซ้ำกัน “ต่อเดือน” ไม่น้อยกว่า 15 คน
ซึ่งยอดทั้งหมดจะไม่นับรวมกับคำสั่งซื้อที่ถูกยกเลิก หรือคำสั่งซื้อที่ลูกค้าขอคืนเงิน คืนสินค้าเช่นกัน
3. ร้านค้าจะต้องมีคะแนนร้านค้าไม่น้อยกว่า 4.5 คะแนน
คะแนนตรงนี้คำนวณจาก “ค่าเฉลี่ยคะแนนรีวิวสินค้าทั้งหมดในร้าน” ซึ่งจะมีคะแนนเต็มคือ 5 แต้ม
หมายความว่า ถ้าอยากได้คะแนนตรงนี้เยอะ ๆ ร้านค้าจะต้องรักษาคุณภาพของสินค้าทุกชิ้น
หมายความว่า ถ้าอยากได้คะแนนตรงนี้เยอะ ๆ ร้านค้าจะต้องรักษาคุณภาพของสินค้าทุกชิ้น
ยกตัวอย่างเช่น สินค้าต้องตรงปก, รักษาคุณภาพการแพ็กสินค้าให้ดี ไปจนถึงรักษามาตรฐานของการบริการให้สม่ำเสมอ เพื่อจูงใจลูกค้าให้มารีวิวสินค้าแล้วให้คะแนนเยอะ ๆ นั่นเอง
4. ร้านค้าจะต้องมี Non-Fulfilment Rate (NFR) หรืออัตราคำสั่งซื้อที่ไม่สำเร็จ จากความผิดของคนขายไม่เกิน 10%
Shopee ระบุว่าปกติแล้วค่า NFR มักจะเพิ่มขึ้นได้จาก 3 กรณี ได้แก่
- การยกเลิกคำสั่งซื้อโดยผู้ขาย
เช่น ร้านค้าไม่มีสินค้าในสต๊อก แต่ลืมเอาสินค้าออกจากระบบ ลูกค้าเลยสามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ ทำให้ร้านค้าต้องกดยกเลิกคำสั่งซื้อด้วยตัวเอง
เช่น ร้านค้าไม่มีสินค้าในสต๊อก แต่ลืมเอาสินค้าออกจากระบบ ลูกค้าเลยสามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ ทำให้ร้านค้าต้องกดยกเลิกคำสั่งซื้อด้วยตัวเอง
- การยกเลิกคำสั่งซื้ออัตโนมัติโดยระบบ Shopee
เช่น ร้านค้าเอาสินค้าไปให้ขนส่งไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ระบบของ Shopee จึงยกเลิกคำสั่งซื้ออัตโนมัติ
เช่น ร้านค้าเอาสินค้าไปให้ขนส่งไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ระบบของ Shopee จึงยกเลิกคำสั่งซื้ออัตโนมัติ
- การคืนเงิน คืนสินค้าสำเร็จ เนื่องจากเป็นความผิดของผู้ขาย
เช่น ลูกค้าพบว่าสินค้าเสียหาย, หมดอายุ แล้วลูกค้ากดขอคืนเงินผ่าน Shopee
เช่น ลูกค้าพบว่าสินค้าเสียหาย, หมดอายุ แล้วลูกค้ากดขอคืนเงินผ่าน Shopee
ดังนั้น ถ้าอยากให้ตัวเลขตรงนี้อยู่ในอัตราที่ต่ำที่สุด เราก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเคสตามตัวอย่างให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
5. ต้องส่งสินค้าให้ทันตามที่ Shopee กำหนดเสมอ
ปกติแล้ว Shopee จะมีเกณฑ์ในการส่งสินค้าหลังจากที่ร้านค้าได้คำสั่งซื้ออยู่หลัก ๆ 2 ข้อ
- ถ้าร้านค้าได้รับคำสั่งซื้อที่ชำระเงินสำเร็จภายในเวลา 12.00 น. ร้านค้าต้องส่งมอบพัสดุให้ขนส่ง “ภายในวันเดียวกัน”
- ถ้าร้านค้าได้รับคำสั่งซื้อที่ชำระเงินสำเร็จหลังเวลา 12.00 น. ร้านค้าต้องส่งมอบพัสดุให้ขนส่ง “ภายในวันทำการถัดไป”
โดยถ้าร้านค้าสามารถทำตามข้อกำหนดตรงนี้จะมีโอกาสได้ค่า “อัตราการจัดส่งเร็ว” เพิ่มขึ้น
แต่ถ้าส่งไม่ทันตามนี้ค่า “อัตราการจัดส่งสินค้าล่าช้า” ก็จะเพิ่มขึ้น
โดย Shopee ระบุไว้ว่า ถ้าอยากเป็นร้านค้าแนะนำ “อัตราการจัดส่งเร็ว” ควรจะต้องมากกว่า 85% และ “อัตราการจัดส่งสินค้าล่าช้า” ไม่ควรเกิน 10% ในรอบที่ประเมิน
6. ร้านค้าจะต้องมี “อัตราการตอบกลับแชต” ไม่น้อยกว่า 70%
Shopee ระบุว่า ร้านค้าจะต้องตอบข้อความของลูกค้าภายใน 12 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นอัตราการตอบกลับแชตจะลดลง
7. ร้านค้าห้ามมีอัตราส่วนสินค้าพรีออร์เดอร์เกิน 10%
Shopee มองว่าสินค้าพรีออร์เดอร์จะส่งผลต่อประสบการณ์ลูกค้าเรื่องความล่าช้า
ดังนั้น ร้านค้าควรมีสัดส่วนของสินค้าพรีออร์เดอร์ ไม่ให้เกิน 10% ของสินค้าทั้งหมดในร้าน
โดยถ้าภายใน 1 เดือน ร้านค้ามีจำนวนสินค้าพรีออร์เดอร์เกิน 10% ในร้านค้า ค้างเอาไว้นานกว่า 5 วัน ร้านค้านั้นจะถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ทันที
8. ร้านค้าต้องไม่ถูกหักคะแนนความประพฤติเลย
Shopee มีระบบตัดคะแนนความประพฤติเมื่อร้านค้าทำผิดกฎ เช่น ขายสินค้าปลอม, สินค้าไม่ตรงปก, ละเมิดนโยบายแพลตฟอร์ม
ซึ่งถ้าทำพลาดโดนหักคะแนนไปแล้ว ก็ต้องรอรีเซตใหม่ทุก ๆ วันจันทร์สุดท้ายของเดือนมีนาคม, มิถุนายน, กันยายน และธันวาคม
9. ร้านค้าต้องเปิด “ตัวเลือกส่งด่วน” ให้ลูกค้า
นี่เป็นเกณฑ์ล่าสุดที่ Shopee เพิ่งใส่เข้ามาสำหรับร้านค้าที่อยากเป็นร้านค้าแนะนำล่าสุด
โดยตัวเลือกส่งด่วนก็คือ ตัวเลือกการส่งของแบบพิเศษที่ให้ลูกค้าเลือกได้ว่าอยากรับสินค้าหลังจากสั่งสินค้าภายในวันเดียวเลยไหม
ถ้าร้านค้าเปิดตัวเลือกส่งด่วนตรงนี้แล้ว จะสามารถใช้ขนส่งหลัก ๆ ได้ 2 เจ้า และมีเกณฑ์ที่ต้องทำตามก็คือ
1) สมมติว่า ร้านค้าได้รับคำสั่งซื้อที่ชำระเงินสำเร็จแล้ว ภายในเที่ยงวัน (12.00 น.) ของแต่ละวัน
- ถ้าตัวเลือกขนส่งเป็น SPX Express ร้านค้าจะต้องนัดขนส่งให้มารับสินค้า ภายในเวลา 13.00 น. ของวันเดียวกัน
- ถ้าตัวเลือกขนส่งเป็น ShopeeFood ร้านค้าจะต้องนัดขนส่งให้มารับสินค้า ภายในเวลา 17.00 น. ของวันเดียวกัน
2) สมมติว่า ร้านค้าได้รับคำสั่งซื้อที่ชำระเงินสำเร็จแล้ว หลังเที่ยงวัน (12.00 น.) ของแต่ละวัน
2) สมมติว่า ร้านค้าได้รับคำสั่งซื้อที่ชำระเงินสำเร็จแล้ว หลังเที่ยงวัน (12.00 น.) ของแต่ละวัน
- ถ้าตัวเลือกขนส่งเป็น SPX Express ร้านค้าจะต้องนัดขนส่งให้มารับสินค้า ภายในเวลา 13.00 น. ของวันถัดไป
- ถ้าตัวเลือกขนส่งเป็น ShopeeFood ร้านค้าจะต้องนัดขนส่งให้มารับสินค้า ภายในเวลา 17.00 น. ของวันถัดไป
ซึ่งร้านค้าที่อยากได้สถานะร้านค้าแนะนำ จะต้องเปิดตัวเลือก Express Delivery ตรงนี้ ให้ครบ 7 วันต่อสัปดาห์
และต้องเปิดให้ครบกับสินค้า 90% ของสินค้าที่เข้าเกณฑ์สามารถส่งด่วนได้ ถึงจะมีสิทธิ์ได้สถานะร้านค้าแนะนำนั่นเอง..
สุดท้ายนี้ เบื้องต้น Shopee จะทำการประเมินว่าร้านค้าไหนที่จะได้เป็นร้านค้าแนะนำ “ทุก ๆ สัปดาห์” โดยร้านที่ผ่านเกณฑ์จะได้คำเชิญจากระบบโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น ถ้าใครเล็งว่าอยากได้ป้ายร้านค้าแนะนำมาติด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ อย่างน้อย ๆ ก็ควรทำให้ตัวชี้วัดทั้งหมดนี้เป็นไปตามเกณฑ์ของ Shopee ภายในเวลาที่ระบบประเมินให้ได้นั่นเอง